สื่อเขมรอ้างผู้เชี่ยวชาญเผย จับ ‘เฉินจื้อ’ ส่งจีน พิสูจน์ว่ากัมพูชาจัดการแก๊งคอลเองได้ ไม่ต้องให้ไทยแทรกแซง
เมื่อวันที่ 9 มกราคม เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส ของกัมพูชา รายงานว่า จากการที่ทางการกัมพูชา จับกุมตัวนายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เจ้าของบริษัท ปรินซ์กรุ๊ป ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัว ส่งให้กับทางการจีน จากข้อหาฉ้อโกง และฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังอาณาจักรฉ้อโกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ ทำให้กัมพูชาได้รับการยกย่องเชิดชูจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกัมพูชา ในการจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการฟอกเงินได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาของต่างชาติ รวมทั้งประเทศไทย ที่พยายามจะใช้เรื่องดังกล่าวเป็นเหตุผลในการเข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศกัมพูชา
นายเฉิน ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกัมพูชา ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศจีน พร้อมกับชาวจีนอีก 2 ราย คือ นายสวี่ จี้ เหลียง และนายเซา จี้ ฮุย โดยกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสเกิดขึ้นหลังจากการสืบสวนร่วมกันในคดีอาชญากรรมข้ามชาติ
นายโตก โซคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่กัมพูชาและจีน ร่วมกันสืบสวนมานานหลายเดือน
โดยกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ยืนยันว่า นายเฉิน จื้อ ได้ถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาไปแล้ว เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับข้อหาในการกระทำความผิดของนายเฉิน จื้อ แต่อย่างใด ระบุเพียงว่า การดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการรักษาความมั่นคงและการบังคับใช้หลักนิติธรรม
ทั้งนี้ นายเฉิน เคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นสูงของกัมพูชา เป็น “ออกญา” จากการสร้างคุณประโยชน์ต่างๆ และยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของบุคคลสำคัญทางการเมืองระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงของฮุน เซน และฮุน มาเนต ด้วย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สมเด็จเจ้านโรดม สีหมุนี ได้ริบคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์และบรรดาศักดิ์ชั้นยศ “ออกญา” ของนายเฉิน จื้อ แล้ว
ขแมร์ไทม์ส รายงานด้วยว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการต่างประเทศ ต่างออกมาแสดงความยินดีต่อการที่รัฐบาลกัมพูชา จับตัวนายเฉิน และการปราบปรามออนไลน์สแกม และระบุว่า มาตรการเหล่านี้เป็นการพิสูจน์แล้วว่า กัมพูชามีความสามารถและความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะถอนรากถอนโคนอาชญากรรมเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศไทย เข้ามาแทรกแซง
ขแมร์ไทม์ส อ้างว่า ไทยได้เชื่อมโยงปฏิบัติการทางทหารต่อกัมพูชาเมื่อเร็วๆนี้ เข้ากับการต่อสู้กับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ของไทย รวมถึงกองทัพ ได้ระบุว่า การโจมตีและมาตรการด้านความมั่นคงต่างๆ มีเป้าหมายไปที่ “ศูนย์คอลเซ็นเตอร์” และแหล่งกบดานอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ไทยอ้างว่าดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ โดยกลุ่มเหล่านี้มักมีความเชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ในอาคารลักษณะคล้ายกาสิโนบริเวณใกล้ชายแดน
นายเชิง กิมลอง ประธานสถาบันเอเชียน วิชั่น กล่าวว่า กัมพูชา ในฐานะเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตย ยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจในสันติภาพ เสถียรภาพ หลักนิติธรรม และความก้าวหน้าทางสังคม
พร้อมกล่าวเสริมว่า ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี กัมพูชาได้กำหนดนโยบายการกวาดล้างกิจกรรมที่ผิดกฎหมายมานาน ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มปฏิบัติการที่ผิดกฎหมายบนดินแดนของกัมพูชา และว่า ปฏิบัติการที่ก้าวร้าวของประเทศไทย เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความพยายามและแผนการที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า เพื่อรุกรานกัมพูชาด้วยการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงบรรทัดฐาน สนธิสัญญา และอนุสัญญาต่างๆที่นานาชาติให้การรับรอง
นายกิมลอง กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยไม่ควรใช้เล่ห์เหลี่ยมมาเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดปัญาการหลอกลวงออนไลน์ภายในประเทศของตนเอง การทุจริตคอร์รัปชั่นในบรรดานักการเมืองและกองทัพของไทย รวมถึงการที่ไทยส่งกองกำลังรุกรานกัมพูชา
ขณะที่นายกิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวว่า กรณีนายเฉินนั้น เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศสามารถร่วมมือกันเพื่อลงโทษตัวการใหญ่ของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างไร และว่า เราต้องการความร่วมมือในลักษณะนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนค่านิยมร่วมกัน และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงที่จะดำเนินการตามกฎหมายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล ในทางกลับกัน การที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นผู้นำในการต่อสู้กับสแกมออนไลน์นั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานและพฤติกรรมก้าวร้าวต่อกัมพูชาเท่านั้น
นายเพีย กล่าวว่า กัมพูชาจำเป็นต้องมีมาตรการจำกัดที่คล้ายคลึงกันนี้เพิ่มเติม รวมถึงการปรับปรุงการบังคับใช้มาตรการเหล่านั้น เพื่อที่จะเอาชนะในการต่อสู้กับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ และว่า กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาคือ การเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ไม่ใช่การรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน แล้วอ้างว่า คุณกำลังให้ความช่วยเหลือ

