ชี้สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ สะท้อนแตกแยกในแนวร่วมต้านรบ.ทหาร หวั่นกระทบมั่นคงชายแดนไทย-ภูมิภาค
บทวิเคราะห์ของ เกรกอรี จาก เอเชียนิวส์ ต่อกรณีที่กองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล (KTLA) นำโดยพล.อ.ซอ เนอดา โบเมียะ ผู้นำกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หนึ่งในแนวร่วมต่อต้านกองทัพเมียนมา ได้ประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเล” ขึ้นเป็นรัฐเอกราชใหม่ที่มีพรมแดนติดกับไทย เมื่อวันที่ 5 มกราคมนั้น ได้เปิดรอยร้าวที่ละเอียดอ่อนใหม่ขึ้นภายในแนวร่วมต่อต้านการรัฐประหารในเมียนมา
บทวิเคราะห์นี้ระบุว่า การประกาศตั้งสาธารณรัฐกอทูเล เป็นรัฐเอกราช ซึ่งจะนำโดยรัฐบาลกอทูเล ของพล.อ.ซอ เนอดา โบเมียะ ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางอย่างรุนแรงของ KTLA จากเป้าหมายที่กองกำลังติดอาวุธต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมต่อต้านรัฐประหารเคยมีร่วมกัน คือการสร้างสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีส่วนร่วมในการปกครองภายใต้รัฐเดียว
อย่างไรก็ตาม ในการเคลื่อนไหวนี้ KTLA ไม่ได้เรียกร้องเพียงการปกครองตนเองหรือเป็นสหพันธ์ แต่เรียกร้องเอกราชเต็มรูปแบบและการแยกตัวออกจากเมียนมาโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเมียนมาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เช่น ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา
รัฐบาลกอทูเล ระบุว่า ประชาชนชาวกะเหรี่ยงได้เผชิญกับ “การกดขี่เป็นเวลา 77 ปี” ภายใต้รัฐบาลทหารที่นำโดยตัวแทนและนายพลจากกลุ่มชาติพันธุ์พม่า และ KTLA ยังอ้างว่ารัฐเมียนมาล่มสลายแล้ว เนื่องจากการต่อต้านทางอาวุธที่เกิดขึ้นหลังเหตุรัฐประหารในปี 2021 จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลกอทูเลได้อ้างสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการปกครองตนเอง ควบคุมดินแดนดั้งเดิม และรับประกันความปลอดภัยของประชาชนชาวกะเหรี่ยง โดยรัฐบาลกอทูเลจะร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง ตั้งคณะรัฐมนตรี คณะตุลาการอิสระ และให้ได้รับการรับรองจากนานาชาติในฐานะรัฐอิสระที่แยกตัวออกจากเมียนมา
อย่างไรก็ตาม การประกาศสถาปนารัฐกอทูเลดังกล่าว ได้สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงภายในชนชาวกะเหรี่ยงเอง โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตัวแทนทางการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง คือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นปีกติดอาวุธ และ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) หนึ่งในกองกำลังหลักที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมา
ขณะที่กองกำลัง KNU ยังคงสนับสนุนการสร้างสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐและทำงานอย่างใกล้ชิดกับ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือ รัฐบาลเงาเมียนมา และกองกำลังชาติพันธุ์อื่นๆ ซึ่งผู้นำกองกำลังเหล่านี้ต่างวิจารณ์การประกาศเอกราชแต่เพียงฝ่ายเดียวของ พล.อ.ซอ เนอดา โบเมียะ ว่าเป็นการบ่อนทำลายเอกภาพของประชาชนชาวกะเหรี่ยง
ผู้นำกะเหรี่ยงหลายคน กังวลว่าสถานการณ์นี้จะทำให้การต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมาอ่อนแรงลง ในช่วงเวลาสำคัญ หลังจากกองกำลังกะเหรี่ยงยึดคืนการควบคุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่กองทัพเมียนมากำลังจัดการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอำนาจของตนเอง แต่จัดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังปรากฏความคิดสาธารณะที่แตกแยกในชุมชนกะเหรี่ยง โดยส่วนหนึ่งมองว่าการเป็นเอกราชเป็นทางออกที่ชัดเจนและเด็ดขาด แต่อีกส่วนหนึ่งกลัวว่า อาจนำไปสู่การปะทะทางอาวุธระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงด้วยกันเอง ทำให้ความขัดแย้งเปลี่ยนจากการต่อต้านรัฐบาลทหารเป็นสงครามภายใน
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า หากการประกาศเอกราชของกองกำลังกอทูเล ได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลอื่นๆ อาจละทิ้งแนวคิดสหพันธรัฐและหันไปพยายามจัดตั้งรัฐเล็กๆ ที่แยกจากกันหลายรัฐ ซึ่งจะทำให้แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลทหารเกิดความแตกแยก การประสานงานทางทหารอ่อนแอลง และทำให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อต่อไป
นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนเมียนมา–ไทย ที่ผู้ลี้ภัยจำนวนหลายหมื่นคนหนีการทิ้งระเบิดและปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลทหารเมียนมามาหลบอาศัยอยู่ในพื้นที่แล้ว การสู้รบระหว่างกลุ่มติดอาวุธที่แตกแยกอาจสร้างคลื่นผู้ลี้ภัยใหม่ นอกจากนี้ กองกำลังกอทูเลยังควบคุมพื้นที่ใกล้ท่อส่งก๊าซสำคัญที่ส่งป้อนให้กับไทย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและเสถียรภาพในภูมิภาค
บทวิเคราะห์ยังระบุว่า คำประกาศของกองกำลังกอทูเล ยังยืนยันสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์หลังสงครามกลางเมืองในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นไว้แล้วว่า ความพยายามในการโค่นล้มรัฐบาลทหาร อาจเป็นเพียงช่วงหนึ่งของความขัดแย้งเท่านั้น ซึ่งอาจนำไปสู่ทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ เนื่องจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มในเมียนมายังไม่ได้รับการเยียวยา

