สีหศักดิ์เตือนกัมพูชา อย่าแทรกแซงการเมืองไทย ซัด ‘แก้ว เรมี‘ ระวังคำพูด รับไม่ได้-ไม่สร้างสรรค์
เมื่อวันที่ 12 มกราคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงกรณีนายแก้ว เรมี (Keo Remy) รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์ เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 8 มกราคม พาดพิงถึงการเลือกตั้งของไทยว่า ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง โอกาสการเปิดศึกรอบ 3 ระหว่างกัมพูชาและไทยจะลดต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้กระหายทำสงครามเหมือนพรรคภูมิใจไทย ว่า มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตนไม่สบายใจอย่างมาก โดยไทยและกัมพูชามีการหยุดยิงระหว่างกัน เราต้องทำให้การหยุดยิงนั้นมีความยั่งยืนต้องทำให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไป แต่ต้องขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและความจริงใจที่มีต่อกัน และตลอดเวลาที่ผ่านมาช่วงเวลาการหยุดยิงที่เปราะบาง ถ้าเราอยากเดินหน้าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นความรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย เราต้องเคารพในสิ่งที่เราตกลงกัน คือ ไม่ควรมีการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก และการยั่วยุนั้นหมายถึงการยั่วยุตามแนวชายแดน
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการยิงข้ามเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบและแสดงความเสียใจมาอย่างทันท่วงที เพราะความมุ่งมั่นของไทยคืออยากให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไป
“แต่สิ่งหนึ่งที่เรารับไม่ได้เลย คือ การยั่วยุ จากระดับผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล การยั่วยุด้วยถ้อยแถลง อย่างกรณีล่าสุดที่นายแก้ว เรมี รัฐมนตรีอาวุโส กัมพูชา แสดงความคิดเห็นยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของไทย ว่า หากพรรคการเมืองหนึ่งแพ้จะเป็นประโยชน์ ถ้าพรรคนี้ชนะก็จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ ตรงนี้ไม่ควรเป็นสิ่งที่กระทำต่อกัน เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย และประเทศไทยไม่เคยทำในสิ่งนี้เลย ดังนั้นตนจึงขอฝากไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอเตือนไปด้วย ว่าเหตุการณ์อย่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ และถ้าเราอยากจะเดินหน้าต่อไปเรื่องความสัมพันธ์ ขอให้ระมัดระวังคำพูดของบุคคลระดับรัฐมนตรีของกัมพูชาด้วย เพราะ ประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราใช้ความยับยั้งชั่งใจ เราระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ เราคาดหวังเช่นเดียวกันจากฝ่ายกัมพูชา จึงขอตอกย้ำเรื่องนี้” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า นอกเหนือจากเหตุการณ์ยิงระเบิดเข้ามาฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 6 มกราคม และทั้งสองฝ่ายได้มีการติดต่อกันทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทำให้สถานการณ์นั้นคลี่คลายลงด้วยดี แต่ในปัจจุบันกัมพูชานั้นยังคงดำเนินการยั่วยุฝ่ายไทยในรูปแบบต่างๆ โดยมีการยกตัวอย่าง 2 กรณี
กรณีแรก นายปาณิดล กล่าวถึงประเด็น ผลกระทบจากการสู้รบต่อโบราณสถานและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ไทยในฐานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 และอนุสัญญามรดกโลก ค.ศ. 1972 ไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งยังมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า กองทัพกัมพูชาใช้ปราสาทต่างๆ เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารโดยใช้เป็นที่สะสมอาวุธและใช้เป็นจุดซุ่มโจมตี
ฝ่ายไทยมองว่าการกระทำดังกล่าวของฝั่งกัมพูชาเป็นการละเมิดอนุสัญญาทั้งสองฉบับข้างต้นไทยจึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามและยับยั้งการใช้โบราณสถานเพื่อประโยชน์ทางการทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยนั้นอย่ภายใต้กรอบของความเหมาะสมและพิจารณาแล้วว่ากระทำได้ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ
กรณีที่สองคือการยั่วยุโดยข้อความของนายแก้ว เรมี ตามที่นายสีหศักดิ์ได้กล่าวไป ซึ่งนายปาณิดลย้ำว่า การแทรกแซงกิจการการเลือกตั้งทั่วไปของไทยนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดต่อหลักการพื้นฐานของอาเซียน อีกทั้งเป็นการสะท้อนความไม่พยายามในการยึดมั่นตามถ้อยแถลงร่วมของกัมพูชาและเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมเช่นนี้

