ปธน.โปแลนด์แนะผู้นำยุโรปสนับสนุน “ทรัมป์” ชี้เป็นคนเดียวที่หยุด “ปูติน” ได้
ประธานาธิบดีคารอล นัฟรอสกี ของโปแลนด์ ระบุกับสถานีวิทยุเรดิโอ 4 ของสำนักข่าวบีบีซีว่า คนเดียวที่จะหยุดประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้หยุดคุกคามโปแลนด์ และประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปตอนกลางและตะวันออกได้ คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ คนเดียวเท่านั้น
นัฟรอสกีกล่าวอย่างชัดเจนว่าปูตินไม่ใช่คนที่น่าไว้วางใจแม้แต่น้อย และต้องการให้ทุกประเทศในทวีปยุโรปทำทุกอย่างเพื่อเป็นการสนับสนุนทรัมป์ให้ยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวทรัมป์ว่า จะเป็นคนเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหาการคุกคามของรัสเซีย รวมถึงยุติสงครามของรัสเซีย-ยูเครนได้
เมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา โดรนของรัสเซียได้บุกรุกน่านฟ้าของหลายประเทศในยุโรป ข้ามพรมแดนเข้าน่านฟ้าโปแลนด์จากเบลารุสและยูเครน ซึ่งนัฟรอสกีระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ประเทศใดเคยพบเห็นการโจมตีด้วยโดรนในระดับนี้มาก่อน และรัสเซียกำลังทดสอบระบบป้องกันของโปแลนด์ รวมถึงความสามัคคีของนาโตอีกด้วย ซึ่งนัฟรอสกียังได้ขอบคุณอังกฤษที่ส่งกำลังทหารและเครื่องบินรบยูโรไฟเตอร์มาช่วยเหลือในการปกป้องชายแดน อีกทั้งยังคาดหวังว่าจะถูกเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำเศรษฐกิจหลักของโลก หรือ G20 ในปี 2027 ที่ประเทศอังกฤษเป็นเจ้าภาพอีกด้วย
ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ นัฟรอสกียังถูกถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์กด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับประเทศในทวีปยุโรป โดยนัฟรอสกีระบุว่า สหรัฐยังคงเป็นผู้ค้ำประกันความปลอดภัยของยุโรปอยู่ดี แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐจะออกแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกับเรื่องนี้ก็ตาม ถึงอย่างนั้น ทรัมป์สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนและการเคารพนับถือ ซึ่งการพยายามตีตัวออกห่างจากสหรัฐของพันธมิตรยุโรป ไม่เป็นผลดีทั้งกับความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยทางทหารแต่อย่างใด และคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่เดนมาร์กและสหรัฐต้องหารือกันผ่านนาโต
นอกจากนั้น นัฟรอสกียังใช้โอกาสในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำของประเทศในทวีปยุโรปที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สำคัญนัก เช่น ประเด็นทางอุดมการณ์อย่างข้อตกลงสีเขียว นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ หรือประเด็นการอพยพย้ายถิ่นฐาน เป็นต้น ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยุโรปไม่ได้สร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงของตนเอง ขณะที่โปแลนด์กำลังจัดสรรงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเกือบ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP

