เครนจะเลิกถล่มไหม? ฟูอาดี้ ย้ำ ‘ผู้นำ’ ความชอบธรรมสำคัญสุด – ผอ.ศูนย์ข่าวฯไทย–กัมพูชา ชี้ ความมั่นคงไม่มี คือ จบ อยากกระซิบว่าที่ รมว.กลาโหม ‘รักคนไทยให้มากๆ’
เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ ห้องประชุมริมน้ำ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับ คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา และ ไทยพีบีเอส ได้จัดสัมมนา เรื่อง ‘เข็มทิศประเทศไทย – ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า’ เพื่อร่วมกันระดมสมอง วางเข็มทิศให้กับประเทศไทย และ ส่งไม้ต่อทางนโยบายที่แข็งแรงที่สุดให้กับรัฐบาลชุดใหม่
เวทีเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วย นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ , นายไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ , พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ ไทยกัมพูชา , นางสาวกรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชน จาก ไทยพีบีเอส , อ.ดร. ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนหนึ่ง เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ตอนนี้โลกเหมือนถูกแยกขั้วกันชัดเจน รัฐบาลหน้าควรจะปักหมุดจุดยืนของประเทศไทยอย่างไร เราไผ่ลู่ลมมาตลอดหลาย 10 ปี ตกลงเราควรจะต้องเป็นกังหันลมอย่างไร ควรจะต้องเป็นกังหันลมที่มีกระดูกสันหลังด้วยหรือไม่ เพื่อให้อยู่รอด และได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างมีเกียรติภูมิ
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า แนวความคิดในลักษณะเช่นนี้ คิดได้ ทำได้ แต่ในการปฏิบัติยากมากๆ และก็ไม่ใช่เรื่องที่จะคุยกันในวงเล็กๆ รู้ว่านโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีกระบวนการพอสมควร ในแง่ของ ‘ประเทศกับประเทศ’ ในลักษณะเช่นนี้และมีกลุ่มน้อยด้วย ประเทศใหญ่ๆ อาจทำได้ แต่ประเทศเราอาจจะมีผลกระทบต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของพม่ามีอยู่ในเมืองไทยเป็น 10 ล้านคน
“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมันไม่สามารถรองรับความเสี่ยงตรงนี้ได้เลย เราอาจจะคิดได้ว่าทำไปในแบบนี้ แต่ผมจะมองในแง่ของผู้ที่ปฏิบัติ อย่างเรากับพม่า ในกรณีของการใช้กำลังทางอากาศ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะสามารถป้องกันแนวชายแดนได้ สามารถที่จะดูแลได้ในแง่นั้น
บางครั้งถ้าไปตรงนี้มันก็สุ่มเสี่ยงในการแทรกแซงภายในพอสมควรเหมือนกัน ถ้าไปต้องไปอิสระเอกชน ถ้าในแง่ของรัฐคงจะยาก” พล.อ.อ. ประภาส กล่าว

พล.อ.อ. ประภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพการทูตที่หลายท่านได้วิเคราะห์ ตนเห็นด้วยทั้งหมด แต่การปฏิบัติ เราอยู่ในพื้นฐานของ ‘ผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง’ ว่าประชาชนอยู่ดีมีดี การค้า เศรษฐกิจที่จะต้องตอบสนองมาสู่ชาติเราตรงนี้ คือสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะประเด็น (Issue) ไหนก็แล้วแต่ก็น่าจะต้องเป็นภาพของตัวนี้
ตนเลยนึกถึงคำง่ายๆ ว่า เราต้องรักทุกคนไหม แต่รักด้วยเงื่อนไขอะไร ? อันนี้เป็นสิ่งที่มันสำคัญมากในเวทีที่มันวูก้า (โลกยุคที่มีความผันผวน) มันซับซ้อน ไม่สามารถที่จะฟันธงได้ ไม่ว่าการทูตจะเข้มแข็งอย่างไร ถ้าความมั่นคงไม่มี คือ จบ ไม่มีทางแบคอัพได้เลย ไม่ว่าจะไปทำโปรเจคที่ไหน ไม่สามารถที่จะมีเวทีต่อรองได้
“ผมเห็นตัวเอง เป็นผู้ช่วยทูตทหาร หรือแม้จะไปเรียนต่างประเทศ เขามองเราเป็นอะไรก็ไม่รู้ เราก็ต้อง ‘สร้างพาวเวอร์’ ให้เห็นว่าเราก็มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกและเป็นสุภาพบุรุษต่างๆ ที่พร้อม ที่ท่านพูดถึงปฏิบัติการร่วม เรามีระบบที่ชัดเจนในการบัญชาการยุทธ์ระดับ นี่แค่ใช้แผนป้องกันชายแดน ถ้าแผนป้องกันประเทศ พวกท่านต้องไปร่วมด้วย ถ้าเป็นสงครามจริงๆ จะหนักกว่านี้ ซึ่งมีกฎหมายอยู่ว่าทำแบบนั้นไม่ได้
สิ่งที่ผมอธิบายชัดเจนที่ มุมมองทางการเมือง (Political View) เจตนารมณ์ของการเมือง มี access ชัดเจน ไล่ลงมาสู่แผนผู้บัญชาการทหาร สู่แผนป้องกันชายแดน สู่กระบวนการที่จะเข้าไปดำเนินการ เพื่อป้องกันเชิงรุกยึดคืนพื้นที่ของเราเอง มันก็จะมีขั้นตอน ใช้กำลังแผนชายแดนกองทัพอากาศ ก็จะอยู่ในแผน ซึ่งเราพร้อมจะส่งให้ UN ตรวจว่า แผนนี้เราประกาศให้ชาวโลกดูอยู่แล้วว่าใช้กำลัง”
“ผมจะไม่ใช้คำว่ามีใครเป็นพระเอก มีแต่ซูเปอร์ทีมอย่างเดียว บก เรือ อากาศ ตำรวจตระเวนชายแดน พี่น้องประชาชนชายแดน หรือคนไทยทั้งประเทศ คือผู้มีความร่วมมือกันทั้งหมด แตกต่างบทบาทหน้าที่ในการทำ ทำให้ภาพวันนี้มาสู่ Joint Statement (แถลงการณ์ร่วม) และนำไปสู่เส้นทางสันติภาพที่มอบให้เวทีการต่อสู้ทางการทูต ตรงนี้ก็จะเป็นภาพความเชื่อมโยงมา และย้ำตรงเรื่อง ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ และทุกสิ่งทุกอย่าง ความมั่นคงด้วยจิตสำนึกของเราในทุกมติ เราพร้อมที่จะสนับสนุนในเวทีต่างๆ” พล.อ.อ. ประภาส กล่าว

ด้าน อ.ดร. ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เราควรมีอเจนด้า (Agenda) เป็นของตนเอง ถ้าจะให้ไปรวมกลุ่มกับกลุ่มที่เกาหลีเหนืออยู่ด้วย ตนก็ไม่ได้อยากให้ไป ตนพูดเสมอว่า ประเทศอย่าง สหภาพยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย พวกเราควรที่จะผูกความสัมพันธ์ไว้เยอะๆ
“ผมคิดว่าหลายๆ ค่ายการเมืองอาจจะคิดไม่เหมือนกันเท่าไหร่ แต่ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องประชาธิปไตย ผมว่าเราต้องนิ่ง ต้องชัด และถ้าให้เลือกในเรื่องค่านิยม ก็อยากจะเอนเอียงไปทางด้านประเทศที่ถูกมองในเชิงบวกในเรื่องนี้ ซึ่งการที่จะไปถึงขั้นนั้นได้ ทั้งเรื่องค่านิยม ทั้งเรื่องการได้รับ Respect จากนานาชาติ” อ.ดร. ฟูอาดี้ กล่าว
อ.ดร.ฟูอาดี้กล่าวต่อว่า ตนเคยบอกเพื่อนที่ทำงานด้านเศรษฐกิจว่า ถ้าเราโตได้ที่ 5-7% ทุกคนจะเข้ามาหาเราแน่ๆ จะเป็นเหมือนเวียดนาม อินโดนีเซีย และจะมีแรงดึงดูดต่างๆ ซึ่งอีกหนึ่งช่องทางที่ตนเห็นและยังไม่ได้พูดถึง คือ ตอนนี้ในประเทศพม่า แต่ละรัฐข้างๆ ไทย จุลรัฐ เป็นรัฐเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นแยกออกจากรัฐบาลกลางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าต้องสร้างสมดุลให้ดี
เรายกหูแล้วอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นรัฐบาลทหารพม่า รัฐบาลพม่าส่วนกลาง หรือเราสามารถยกหูแล้วคุยกับชนกลุ่มน้อยได้ โดยเฉพาะบริเวณชายแดน พวกคะเรนนี (KNU) พยายามก่อตัวเป็นรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะคะเรนนี เก็บภาษีประชาชนตนเองแล้ว และนั่งอยู่บนแร่แรร์เอิร์ธ เป็นผลประโยชน์ของประเทศด้วย เราจะให้บริษัทจีนทำเหรอ ? ถ้าเลือกที่จะต้องทำ ตรงนี้สำคัญมากๆ ความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยที่กำลังก่อตัวเป็นจุลรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ต้องจับตามองให้ดี เขาพึ่งประกาศเป็นรัฐอิสระรัฐกอทูเล กลุ่มที่ประกาศอาจจะไม่มีอำนาจจริงๆ แต่เป็นสัญญาณบางอย่าง ว่ามีความพยายามที่จะเป็นเอกเทศมากขึ้น
“เราในฐานะประเทศไทยมีผลประโยชน์ จะทำอย่างไรให้บริเวณชายแดนนิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นการทูตอีกอย่างหนึ่งที่เอาผลประโยชน์ไทยเป็นเรื่องนำและมีผลประโยชน์ทางด้านค่านิยมด้วย คือถ้าเราเห็นคะเรนนี (KNU) เป็นประชาธิปไตย มันน่าจะเป็นผลประโยชน์ต่อเรา” อ.ดร.ฟูอาดี้กล่าว
เมื่อถามต่อว่า ประเทศไทยจะต้องทำอย่างไรให้เป็นการทูตเชิงรุกให้ได้ เราจะสร้างตัวตนอย่างไรให้ชัดเจนกว่านี้ได้ และถ้าเกิดท่านสามารถกระซิบข้างหูของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมท่านต่อไปได้ ท่านอยากจะกระซิบว่าอะไร?
ด้าน พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า การทูตเชิงรุก ง่ายๆ กองทัพมีหน้าที่ Implement นโยบายระดับประเทศ สู่กระทรวงกลาโหม สู่การปฏิบัติ ในระดับกองทัพไม่ว่าจะฝึกร่วมทั้งอเมริกา ทั้งจีน เราเรียนรู้ทั้งหมด ตอนนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก อยากจะมาฝึกกับประเทศไทย เพราะเราปฏิบัติจริง กิพเพ้น พรูลิ่ง (Grippen pulling) การใช้กระบวนการต่างๆร่วมกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้สำคัญให้เห็นภาพว่ามันคือความร่วมมือที่ยั่งยืน อะไหล่ก็สามารถมีพร้อมได้ แล้วเราได้พิสูจน์แล้วว่าอาวุธบางชนิดที่ติดกริพเพนได้หรือไม่ แต่ติดกับเราแล้วใช้ได้ โดยเฉพาะอิสราเอลที่ใช้และแม่นยำด้วย นี่คือการทูตเชิงรุกของทางการทหาร
“ผมมองว่าเรา Implement สู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการไปช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ใน UN ต่างๆ หรือแม้แต่การสร้างความเชื่อใจในทุกเวที และอย่างนักการทูตอย่างผมที่ไปอยู่ประเทศ สถานทูตมีพลังมากๆ ต่อการทูตเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นทั้งเกษตร พาณิชย์ แรงงาน สามารถจะเข้าไปพบปะแลกเปลี่ยน และมีท่าที รีพอร์ตกลับมา

แต่รีพอร์ตกลับมาแล้วมันหยุดแค่ตรงนั้นหรือไม่ มันจะImplement ต่ออย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะนำเรียนในแง่ของกองทัพก็พร้อมจะ Implement นโยบายออกมาเถอะ กระบวนการต่างๆ และบอกเราสักนิด บางทีไปรัฐเล็กๆ แล้วมีปัญหา สุดท้ายก็ไม่พ้นพวกผมต้องไปเอาท่านกลับออกมาถ้ามันเกิดปัญหา มันก็จะเกิดภาพตรงนี้ เป็นอะไรที่จะต้องช่วยกันเจรจา เรื่องของการทูตเชิงรุก
ส่วนข้อสุดท้าย ผมอยากกระซิบบอกว่า ท่านครับ รักคนไทยให้มากๆ คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก เท่านั้นเอง” พล.อ.อ. ประภาส กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน อ.ดร. ฟูอาดี้ กล่าวว่า ความชอบธรรมทางการเมือง คำถาม คือ รัฐบาลหน้าที่จะเข้ามาได้ถือเจตจำนงของประชาชนมามากขนาดไหน ต้องดูหลังเลือกตั้งว่าการจับคู่อะไรต่างๆมันได้ยืดโยงกับเจตจำนงทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน คือถ้ามีเยอะก็จะมีแรงส่ง มีความชอบธรรมทางด้านการเมืองมากขึ้น และจะเจรจาได้ จะดำเนินการในเชิงการทูตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และ ความชอบธรรมทางด้านเศรษฐกิจ
“เครนจะเลิกถล่มได้ไหม เราจะสามารถสร้าง Infrastructure ที่ดีได้ไหม ที่ดึงดูดการลงทุน เราจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่กรีนเทคโนโลยี ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ไหม จะสามารถโตที่ 5 – 7 % ไม่ได้รั้งท้ายอาเซียน เราเป็นประเทศที่โตรั้งท้ายอาเซียน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ คือการมีความชอบธรรมทางด้านเศรษฐกิจจะเพิ่มอำนาจการต่อรองให้เรา และ ความชอบธรรมทางด้านการทหาร ความสามารถ ศักยภาพต่างๆ Budget ควรจะเพิ่ม แต่เพิ่มและเอาไปลงทุนอะไร รีฟอร์มที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ผมว่าตรงนี้สำคัญมากๆ คือ อย่างน้อยอยากให้มีสัก 2 ใน 3 ผมคิดว่าจะเพิ่มอำนาจ เพิ่มเอเจนซี่ของเราได้ในเวทีนานาชาติ
ถ้าถามว่าจะให้กระซิบอะไร ก็หวังว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเป็นกระทรวงเกรด A และสามารถนำได้อย่างแท้จริง ซึ่งมันก็มายืดโยงกับ 3 ปัจจัยด้านความชอบธรรม ที่ผมพูดว่าต่างประเทศจะนำได้จริงๆไหม” อ.ดร. ฟูอาดี้ กล่าวทิ้งท้าย


