ความมั่งคั่งมหาเศรษฐีโลกพุ่งแตะนิวไฮ แม้ครึ่งโลกยังยากจน แนะรัฐเก็บภาษีคนรวย
เมื่อวันที่ 19 มกราคม ออกซ์แฟม องค์กรต่อต้านปัญหาความยากจน ระบุว่า อัตราความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีโลกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ผ่านมา 3 เท่าเมื่อปีที่แล้ว จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความแตกแยกการเมืองที่รุนแรงขึ้น ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตย
รายงานดังกล่าวของออกซ์แฟมเปิดเผยเปิดเผยในช่วงเดียวกับที่การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากขึ้น โดยระบุว่าในปี 2025 ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 16% เป็น 18.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 573 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 81% นับตั้งแต่ 2020 อย่างไรก็ดี ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีพุ่งสูงขึ้นในขณะเดียวกับประชากร 1 ใน 4 ของโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร และเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั่วโลกมีสถานะยากจน
งานวิจัยขององค์กรออกซ์แฟมเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลความเลื่อมล่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก ไปจนถึงการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกจากนิตยสาร Forbes ค้นพบว่า อัตราความมั่งคั่งที่มากขึ้นเป็นไปตามแนวโน้มของการกระจุกตัวของอิทธิพลทางการเมือง เพราะมหาเศรษฐีมีโอกาสที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากกว่าประชาชนทั่วไปถึง 4,000 เท่า
นอกจากนั้น ออกซ์แฟมยังเชื่อมโยงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ลดภาษี ปกป้องบริษัทข้ามชาติจากแรงกดดันระหว่างประเทศ และผ่อนปรนการตรวจสอบการผูกขาด
องค์กรออกซ์แฟมคำนวนว่า ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของเหล่ามหาเศรษฐีกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 78 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว เกือบจะเทียบเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินของประชากรที่ยากจนที่สุด 4.1 พันล้านคนรวมกัน ขณะที่ในปี 2025 จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทะลุ 3,000 คนครั้งแรก นอกจากนั้น อีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทสลา และ SpaceX กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกที่มีความมั่งคั่งสุทธิทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15.6 ล้านล้านบาท เป็นคนแรกอีกด้วย
อมิตาภ บีฮาร์ กรรมการบริหารองค์กรออกซ์แฟมระบุว่า การเพิ่มขึ้นของช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนทำให้เกิดการขาดดุลทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นอันตราย โดยทางองค์กรเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทำแผนการดำเนินงานเพื่อลดปัญหาความไม่เท่าเทียมในระดับประเทศ เก็บภาษีความมั่งคั่งกับมหาเศรษฐีให้สูงขึ้น และเสริมสร้างกำแพงกั้นระหว่างการเงินและการเมืองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงลดการล็อบบี้หรือสนับสนุนทางการเงินให้กับแคมเปญการเมือง
บีฮาร์เตือนว่ารัฐบาลต่างๆ กำลังเลือกทางที่ผิดพลาดเพื่อเอาใจชนชั้นนำ อาทิ การลดความช่วยเหลือและการลดทอนเสรีภาพของพลเมือง อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เรียกเก็บภาษีความมั่งคั่ง อาทิ นอร์เวย์ ขณะที่ ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลี เคยพิจารณาที่จะดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน
รายงานของออกซ์แฟมยังระบุอีกว่าบรรดานักธุรกิจมหาเศรษฐีความมั่งคั่งสูงยังขยายอิทธิพลไปยังเรื่องสื่อเช่นกัน เพราะมหาเศรษฐีพันล้านกำลังถือครองสื่อเจ้าใหญ่ของโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง

