กต.เปิดตัว ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เดินเกมรุกรับมือโลกผันผวน
โลกปัจจุบันเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักทั้งในทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนวุ่นวาย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดตัว “ยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นทิศทางในการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
นายสีหศักดิ์แถลงข่าวหลังการหารือร่วมกับภาคเอกชนและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย โดยย้ำว่า การทูตเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงคำขวัญหรือแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นโจทย์สำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศในยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย และขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่

บทบาทใหม่ในกติการการค้าที่สั่นคลอน
นายสีหศักดิ์ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศมีความจำเป็นต้องกำหนดบทบาทให้ชัดเจนมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย การค้าและการลงทุนก็จะมีข้อจำกัดทันที ดังนั้น บทบาทแรกของกระทรวงการต่างประเทศคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในสายตาของโลก
ในมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศ การทูตเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง แต่ต้องประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหลักของประเทศ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และที่สำคัญที่สุดคือภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการจริง
นายสีหศักดิ์ชี้ว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกปัจจุบันคือการที่กติกาการค้าโลกเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะการที่ประเทศมหาอำนาจบางประเทศใช้มาตรการฝ่ายเดียว เช่น การขึ้นภาษีศุลกากร หรือการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคง ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงประเด็นการค้าเท่านั้น
“เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ภาษีไปกดดันประเทศอื่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับภาษี แต่ในความเป็นจริง ภูมิรัฐศาสตร์ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายสีหศักดิ์กล่าว พร้อมย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นถึงความจำเป็นในการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินทั้งความท้าทายและโอกาสจากสถานการณ์โลก โดยต้องมองให้ครอบคลุมทั้ง Geo-politics, Geo-economics และ Geo-technology เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างรอบด้าน เพราะประเด็นเหล่านี้มีความท้าทายอย่างมาก และเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเราวางตัวให้ดีก็จะเป็นโอกาสของไทย ดังนั้นเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มองให้รอบและครอบคลุม

กำหนดกลุ่มตลาด 3 ประเภท
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับภาคเอกชนในวันนี้ มีการลงรายละเอียดในมุมมองของภาคเอกชนว่ามีตลาดสำคัญอะไรบ้าง และเราต้องดูด้วยว่าในแต่ละตลาดนั้นมีอุปสรรคอะไรบ้างในเชิงนโยบาย มีโอกาสอะไรบ้างในแง่ของตลาดและการลงทุน สุดท้ายแล้วมันต้องนำพาเราไปสู่การทำงานร่วมกัน โดยได้จำแนกตลาดเป้าหมายของไทยออกเป็น 3 ประเภท คือตลาดหลัก ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโตและมีศักยภาพสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แม้สหรัฐจะมีมาตรการทางการค้าบางประการต่อไทย แต่ยังถือเป็นตลาดที่มีความคล่องตัวสูงและสามารถขยายโอกาสได้ ขณะที่ในส่วนของยุโรป การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ตลาดที่สองคือตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและยังมีโอกาสให้ไทยเข้าไปพัฒนาและขยายความร่วมมือได้อีกมาก
และสุดท้ายคือตลาดใหม่ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยยังเข้าไปไม่ถึงหรือยังมีบทบาทจำกัด เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกาและลาตินอเมริกา โดยกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจำเป็นต้องลงทุนด้านความสัมพันธ์ทั้งในระดับรัฐและเอกชน เพื่อปูทางให้การค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

ฟื้น “Thailand–Africa Initiative”
หนึ่งในเรื่องสำคัญของการทูตเศรษฐกิจคือการรื้อฟื้นนโยบาย Thailand–Africa Initiative (TAI) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มที่เคยผลักดันมาหลายปีแล้ว และถูกนำมาใช้เป็นกรอบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับทวีปแอฟริกาตั้งแต่ปี 2556 แต่ถูกชะลอไปในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงาน “The Relaunching of the Thailand–Africa Initiative” โดยมีคณะทูตานุทูตจากประเทศในแอฟริกา ผู้แทนระดับสูง และภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า
นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ระบุว่า TAI ในระยะใหม่จะมุ่งเน้นความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยปี 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำแผนปฏิบัติการโดยแบ่งประเทศในแอฟริกาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตลาดหลัก เช่น แอฟริกาใต้และไนจีเรีย กลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น โมซัมบิก กานา และโกตดิวัวร์ และกลุ่มประเทศที่ต้องการการฟื้นฟูประเทศ เช่น ซูดานและโซมาเลีย ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนไทยเข้าไปมีบทบาทในโครงการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
วางยุทธศาสตร์ 3 เป้าหมาย 5 ภารกิจ
ด้าน น.ส.รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สรุปว่ายุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศตั้งอยู่บน 3 เป้าหมายหลัก หรือ 3C ได้แก่ ได้แก่ C1- Confidence หรือการสร้างความเชื่อมั่นให้ของประเทศไทยในสายตาของโลก C2- Competitiveness หรือการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และ C3- Collaboration and Partnership หรือความร่วมมือและการหาพันธมิตรหุ้นส่วน
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้ 5 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1. การร่วมมือช่วยกันกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการทูตเศรษฐกิจภายใต้ภาวะภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวน โดยนโยบายการทูตเศรษฐกิจจะช่วยในด้านมุมมองยุทธศาสตร์ นอกจากนั้น ยังต้องการยกระดับความสามารถในเรื่องของการทูตวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม 2. การสร้างเครือข่ายระดับสูงกับต่างประเทศ โดยจะมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ตัดสินใจในระดับสูงของแต่ละประเทศได้ โดยท่านทูตเหล่านี้เปรียบเสมือนองคาพยพที่สำคัญที่จะช่วยการทูตเศรษฐกิจต่อไป 3. การรักษาตลาดเดิมและการเพิ่มตลาดใหม่ ซึ่งสถานการณ์โลกปัจจุบันมีความเสี่ยง จึงจะต้องมีการหาตลาดใหม่และสร้างความหลากหลาย
4. การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและกลุ่มประเทศต่างๆ โดยจะใช้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เช่น กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ในการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ประเทศไทยต้องการที่จะยกระดับตัวเองให้เป็นผู้ที่ช่วยกำหนดกติกาโลก จึงดำเนินการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของประเทศ พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายและกติกามากกว่าการเป็นเพียงผู้ตาม และ 5. การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงต่างๆ ในประเทศไทย พร้อมทั้งกับภาคเอกชน โดยได้รับเกียรติจากทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ซึ่งเป็นจุดประกายแห่งความหวังตั้งแต่ต้นปีที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทูตในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการทูตเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะการพาณิชย์ไม่สามารถดำเนินไปภายใต้กระทรวงพาณิชย์เพียงกระทรวงเดียว แต่การค้าขายมีเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวด้วย โดยเฉพาะในเรื่องผลประโยชน์ระหว่างประเทศ วันนี้สิ่งเหล่านี้ควรเป็นนโยบายของรัฐ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
เมื่อถูกสอบถามถึงประเด็นการแข่งขันในอาเซียน โดยเฉพาะกับเวียดนาม นายสีหศักดิ์มองว่า เวียดนามได้เปรียบไทยจากการที่มี FTA กับหลายประเทศทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตมาก เราจึงต้องหันกลับมาดูเรื่องมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย และไทยไม่ควรมองเวียดนามเป็นคู่แข่งตลอแดเวลา แต่ควรมองเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่ดร.พจน์กล่าวว่า ไทยและเวียดนามเป็นสองยักษ์ใหญ่ในเศรษฐกิจอาเซียน เราสามารถเป็นทั้ง supply chain และ demand chain ให้กันและกัน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในเวทีโลกทั้งในเรื่องการตลาดและการลงทุน โดยภาคเอกชนมองความเจริญก้าวหน้าทางการค้าของเวียดนามเป็นโอกาสมากกว่าที่จะเป็นการแข่งขัน
“แม้ความท้าทายจะมีมาก แต่หากประเทศไทยวางตัวและวางยุทธศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม ความผันผวนของโลกก็อาจกลายเป็นโอกาสในการยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระยะยาว” นายสีหศักดิ์กล่าว


