หน้าแรก ต่างประเทศ สีหศักดิ์ย้ำ ...

สีหศักดิ์ย้ำ ไทยให้ความสำคัญระเบียบโลก หนุนความสัมพันธ์ที่ไม่ยึดอำนาจเป็นใหญ่

21.01.26 | 18:39 น.
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศไนจีเรีย ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์

สีหศักดิ์ย้ำ ไทยให้ความสำคัญระเบียบโลก หนุนความสัมพันธ์ที่ไม่ยึดอำนาจเป็นใหญ่

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ขณะเข้าร่วมเวที World Economic forum ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ไทยต้องการที่จะแสดงจุดยืนของเราในหลายๆ กรอบ อาทิ เรื่อง Geopolitics, Geoeconomics และเทคโนโลยี นอกเหนือจากนี้ในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศ ไทยก็ให้ความสนใจด้วยเช่นเดียวกัน เพราะจุดมุ่งหมายของการต่างประเทศไทยคือการกลับคืนสู่เวทีโลก เราจึงต้องมีการแสดงจุดยืนและท่าทีของเราต่อประเด็นต่างๆ โดยแต่ละประเทศก็ได้แสดงจุดยืนที่แตกต่างกันบนเวทีโลก เช่น สหรัฐที่พูดถึงแนวคิด American First แนวคิดโลกใหม่ที่ต้องเป็นไปตามความต้องการของสหรัฐ

เราควรรักษาระเบียบพื้นฐานของการดำเนินความสัมพันธ์ไม่ใช่อำนาจเป็นใหญ่ ประเด็นเรื่องเวเนซุเอลาหรือแม้กระทั่งกรีนแลนด์นั้นถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างว่าทำไมเราถึงต้องรักษากติกาของประเทศ ทั้งยังแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับระเบียบการค้าโลก เพราะไม่ต้องการให้เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการบั่นทอนการค้าเสรีที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ประเทศไทยยังย้ำจุดยืนไทยของตัวเองอย่างชัดเจนในประเด็นเรื่องการค้าเสรี และการค้าที่เป็นธรรม (แฟร์เทรด) มาโดยตลอด สิ่งที่เราให้ความสำคัญกับระเบียบโลกที่เน้นกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการต่างๆ กอบโกยผลโยชน์เข้าประเทศตัวเองฝ่ายเดียว

หารือเลขาธิการ OECD

ผู้สื่อข่าวถามว่าสิ่งที่ไทยจะพูดในเวทีดาวอสคืออะไร และปัจจัยเรื่องการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ไทยควรจะยืนอยู่ฝ่ายไหน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประการแรกคือประเทศไทยต้องการรักษาผลประโยชน์ของประเทศที่เน้นระเบียบกติกาที่ทุกประเทศรู้สึกว่าเป็นระเบียบและมีความยุติธรรมภายใต้องค์กรการค้าโลก ขณะเดียวกันเราก็ต้องเน้นความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้วย เมื่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศไม่ช่วยให้เศรษฐกิจของไทยนั้นเติบโตได้มากพอเราจึงต้องมีการผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น โดยอาเซียนถือว่าเป็นหนึ่งในองค์กรระดับภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับสองรองจากสหภาพยุโรป และทำให้ประเทศในแถบภูมิภาคมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 5 ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ดังนั้นสิ่งที่อาเซียนต้องทำต่อไปนั้นคือการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เพราะอาเซียนยังไม่สามารถบรรลุการค้าขายอย่างเสรีภายในภูมิภาคได้ เราควรจะให้ประเทศสมาชิกมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น

Advertisement

ประการถัดมาคือเราต้องพยายามสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เข้มแข็งภายในอาเซียนหรือการทำให้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานการผลิตเดียวกัน เพื่อเสร้างห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าที่เข้มแข็ง ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราสามารถขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและต้านทานกระแสกดดันจากภายนอกได้ด้วย

ประเทศไทยต้องการเดินหน้าสู่ตลาดใหม่ โดยการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง RCEP และเร่งตัดสินใจเรื่องการเข้าร่วมกับข้อตกลงการค้าเสรี CPTPP เพื่อสร้างโอกาสในขณะที่การค้าโลกมีข้อจำกัด ตอนนี้เราก็กำลังเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ซึ่งเวียดนามกับอินโดนีเซียทำไปแล้ว ไทยก็ต้องทำให้เร็วกว่านี้ และกำลังสนใจที่จะทำการค้าเสรีกลุ่มยูเรเชีย ซึ่งก็มีศักยภาพ เราเพิ่งประกาศนโยบายที่จะไปสู่ตลาดประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา โดยในคราวนี้ก็จะเจอกับรัฐมนตรีต่างประเทศไนจีเรีย ที่อยากจะเป็นหุ้นส่วนกับไทยในการนำแอฟริกากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นหุ้นส่วนกันมากขึ้น

หารือรัฐมนตรีการค้าเกาหลีใต้

เราอยากประคับประคองกติการะหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็เห็นความท้าทายต่างๆ ซึ่งก็ต้องหันมาเน้นภูมิภาคของเรา เพราะภูมิภาคอาเซียนก็เป็นภูมิภาคที่ได้รับการยอมรับว่ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ซึ่งเรายังไปไม่ถึง เรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราเต็มที่ และเรายังต้องไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ อีกด้วย

นายสีหศักดิ์ยังยืนยันว่า แม้จะมีความขัดแย้งของประเทศในสมาชิกอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ของประเทศเมียนมาในปัจจุบัน หรือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แต่ไทยจะไม่นำสิ่งนั้นมาเป็นอุปสรรคในความร่วมมือของอาเซียนอย่างแน่นอน เพราะอาเซียนเป็นกรอบความพหุภาคีระดับภูมิภาค และประเทศไทยถือว่ามีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้เดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนั้น นายสีหศักดิ์ระบุเกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก ณ ปัจจุบัน ว่า ขณะนี้ไทยอยู่ในแนวทางที่ควรจะเป็น คือไม่ได้มองแค่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มองไปข้างหน้าและมองไกลกว่าตัวเราเอง ประเทศไทยพยายามมีจุดยืนและแสดงให้เห็นถึงการทูตของเราผ่านเวทีโลก โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้นานาชาติเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มองแค่ตัวเราเอง แต่มองว่าจะช่วยให้โลกนี้มันดีขึ้นได้อย่างไร