สื่อนอกตีข่าว เทเลนอร์ปิดดีลแสนล้าน ขายหุ้น ‘ทรู’ ในไทย ถอนลงทุนชาติที่ 2 ในเอเชียในรอบไม่กี่เดือน
เมื่อวันที่ 22 มกราคม สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า บริษัท เทเลนอร์ ประเทศนอร์เวย์ แจ้งว่า บริษัท ได้บรรลุข้อตกลงในการขายหุ้นทั้งหมด ที่ถืออยู่ใน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 30.3 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงินมูลค่าร่วมประมาณ 3,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.23 แสนล้านบาท ถือเป็นการขายกิจการในตลาดเอเชียเป็นประเทศที่ 2 ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของเทเลนอร์
ข่าวระบุว่า เทเลนอร์ กรุ๊ป แจ้งว่า ได้ลงนามในข้อตกลงกับ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีนายศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นเจ้าของ เพื่อขายหุ้นชุดแรกในสัดส่วน 24.95 เปอร์เซ็นต์ ในราคา 11.70 บาทต่อหุ้น และมีข้อตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (Put/Call Option) สำหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ของเทเลนอร์ ซึ่งจะดำเนินการภายใน 2 ปีหลังจากเสร็จสิ้นการขายครั้งแรก
ทั้งนี้ รายงานระบุด้วยว่า ทรู เป็นหนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีผู้ใช้งานอยู่ราว 60 ล้านคน และว่า จากการขายหุ้นชุดแรกในสัดส่วน 24.95 เปอร์เซ็นต์ ของ TRUE ให้กับ อไรซ์ จะทำให้ เทเลนอร์ กรุ๊ป รับรู้กำไรทางบัญชีสูงถึง 14,700 ล้านโครนนอร์เวย์ (หรือราว 46,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ที่ 1 โครนนอร์เวย์ เท่ากับ 3.16 บาท)
โดยเทเลนอร์ แจ้งว่า จะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด เกี่ยวกับการนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นมหาศาลนี้ไปใช้ทำอะไรในช่วงเดือนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า อาจจะมีการนำไปลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ในยุโรป หรือพิจารณาเรื่องการจ่ายปันผลพิเศษ
ข่าวระบุว่า เทเลนอร์ มีการลงทุนใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคมเอเชีย นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ทั้งในบังกลาเทศ ไทย มาเลเซีย และปากีสถาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า พร้อมที่จะทำ ดีลโครงสร้าง หรือการถอนการลงทุน เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคนี้ เริ่มเข้าสู่ระยะอิ่มตัว
เบเนดิกต์ สกิลเบรด แฟสเมอร์ ซีอีโอของเทเลนอร์ ระบุในแถลงการณ์ว่า ด้วยการเสร็จสิ้นการขายเทเลนอร์ ปากีสถาน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประกอบกับข้อตกลงขายหุ้นที่ถืออยู่ใน TRUE ครั้งนี้ ถือว่าบริษัทได้ก้าวข้ามก้าวย่างสำคัญในการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
พร้อมระบุด้วยว่า การถอนการลงทุนครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอัตราผลตอบแทนจากเงินทุนที่ใช้ไป ของกลุ่มบริษัทให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังตอกย้ำเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความกระชับ และมุ่งเน้นไปที่การดำเนินงานในภูมิภาคนอร์ดิก
และว่า “ธุรกรรมการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ยังต้องผ่านเงื่อนไขและขั้นตอนตามธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบและอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

