ศาลสหรัฐ เบรกคำสั่งรบ.ทรัมป์ ยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว ต่อผู้อพยพเมียนมา
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกามีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มกราคม ให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชะลอการยกเลิกสถานะ “การคุ้มครองชั่วคราว” (Temporary Protected Status) หรือ TPS สำหรับชาวเมียนมา ในระหว่างที่คดีฟ้องร้องคัดค้านคำสั่งยกเลิกสถานะดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
คำสั่งข้างต้นของ แมทธิว เคนเนลลี ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐในนครชิคาโก ได้ช่วยคุ้มครองชาวเมียนมากว่า 4,000 คน ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ ยังไม่ให้ถูกเนรเทศกลับไป โดยผู้พิพากษาเคนเนลลีระบุว่า การตัดสินใจของ คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ในการยุติสถานะ TPS สำหรับผู้อพยพชาวเมียนมานั้นไม่มีเหตุผลที่แท้จริงรองรับ จึงขอเลื่อนวันที่มีผลบังคับใช้ของมาตรการดังกล่าว ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 26 มกราคมนี้ออกไปก่อนและนัดไต่สวนคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์
“ศาลไม่สามารถมองเห็นเหตุผลที่แท้จริงรองรับการตัดสินใจของรัฐมนตรีจากหลักฐานในสำนวนคดีและเห็นว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าว่าการยุติ TPS ไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลที่ระบุไว้ในคำประกาศ” ผู้พิพากษาเคนเนลลีระบุ และว่า มีความเป็นไปได้มากกว่าว่า TPS ถูกยกเลิกเพื่อสนองเป้าหมายในวงกว้างของรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในการจำกัดการอพยพเข้าเมืองและยกเลิกโครงการ TPS โดยรวม ไม่ใช่จากการประเมินว่าสภาพการณ์ในเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าจะยุติสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับผู้อพยพชาวเมียนมาในสหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศที่ประสบสงครามได้อย่างปลอดภัย โดยอ้างว่าการจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติ ประเทศตะวันตกหลายประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงการจัดฉาก ขณะที่รายงานสิทธิมนุษยชนล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่ายังมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในเมียนมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลทรัมป์ก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้อพยพชาวเมียนมาที่อาจถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศเมียนมา ซึ่งยังคงเผชิญความวุ่นวายทางการเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนในปี 2021 และจุดชนวนการต่อต้านด้วยอาวุธขึ้นทั่วประเทศ

