คะแนนความนิยม ‘ทาคาอิจิ’ ร่วงเหลือ 67% ชี้นโยบายเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ
ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ Nikkei และสถานีโทรทัศน์ทีวีโตเกียว เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มกราคม ว่า คะแนนความความนิยมของรัฐบาลภายใต้การดำเนินงานโดยนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ร่วงจาก 75% ในเดือนธันวาคม เป็น 67% ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางทาคาอิจิดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่คะแนนความนิยมอยู่ในระดับต่ำกว่า 70%
นอกจากนั้น สัดส่วนของประชาชนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลของนางทาคาอิจิพุ่งขึ้นจาก 18% ในเดือนธันวาคม เป็น 26% ขณะที่ 56% ของประชาชนไม่คิดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนางทาคาอิจิที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นว่าจำนวนของคนที่มีความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับมาตราการนี้ของนางทาคาอิจิ มีมากกว่ากลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเชิงบวกซึ่งอยู่ที่ 38% อย่างมาก
ทั้งนี้ นางทาคาอิจิประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งทั่วไปอย่างกะทันหันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อขอฉันทามติจากประชาชนในการเดินหน้าผลักดันนโยบายการคลังแบบขยายตัว การตัดสินใจดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น และทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลง เนื่องจากตลาดกังวลว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมารองรับนโยบายดังกล่าว การที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อเศรฐกิจญี่ปุ่น เพราะจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนอีกด้วย
ขณะที่ตลาดเงินทั่วโลกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลของนางทาคาอิจิจะร่วมมือกับสหรัฐในการเข้าแทรกแซงตลาดเงินหรือไม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐเข้ามาตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน และนางทาคาอิจิระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อรับมือกับการเคลื่อนไหวของ “ตลาด” ที่เก็งกำไรและมีความผิดปกติ โดยนางทาคาอิจิไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “ตลาด” ที่เธอกล่าวคือตลาดใด ซึ่งนักลงทุนชี้ว่าการกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสของการร่วมมือระหว่างสองประเทศในการหยุดยั้งการผันผวนของค่าเงินเยนเพื่อควบคุม

