หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ทรัมป์’ เสีย...

‘ทรัมป์’ เสียงอ่อน มุ่งลดตึงเครียดในมินนิโซตา สั่งเด้งหน.ปฏิบัติการ หลัง ICE ยิงพลเมืองดับ

28.01.26 | 11:30 น.
AP

‘ทรัมป์’ เสียงอ่อน มุ่งลดตึงเครียดในมินนิโซตา สั่งเด้งหน.ปฏิบัติการ หลัง ICE ยิงพลเมืองดับ

สำนักข่าวบีบีซีและรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม ว่ารัฐบาลของเขาจะลดความตึงเครียดในรัฐมินนิโซตา หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ยิงปืนใส่นายอเล็กซ์ เพรตตี พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลผู้ป่วยหนัก จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นพลเมืองอเมริกันคนที่ 2 ในรอบ 1 เดือนที่ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตในปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพในรัฐมินนิโซตา จนทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันออกมาวิจารณ์ปฏิบัติการดังกล่าวอย่างหนัก

ในช่วงต้นเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ของ ICE ยิงเรเน นิโคล กู๊ด ผู้หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปีเสียชีวิต ซึ่งทำให้พลเมืองมินนิโซตาออกมาประท้วงกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ต่อมา เจ้าหน้าที่ของ ICE ยิงนายอเล็กซ์ เพรตตี วัย 37 ปีเช่นกันจนเสียชีวิต ในช่วงแรก คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่าเพรตตีถูกยิงเพราะเขาชักอาวุธปืนออกมาระหว่างการเผชิญหน้ากันขณะที่เพรตตีพยายามเข้าไปช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูก ICE พลักจนล้มลง

นายอเล็กซ์ เพรตตี พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลผู้ป่วยหนัก (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

ทางกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิบอกอีกว่ายิงเพรตตีเพื่อป้องกันตัว หลังเพรตตขัดขืนความพยายามที่จะปลดอาวุธเขา โนเอมอ้างด้วยว่าเขาไม่ได้มาประท้วงอย่างสงบ แต่มาเพื่อจะก่อความรุนแรงและอ้างว่าเพรตตีพยายามก่อการร้าย แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าเพรตตีถือโทรศัพท์มือถือ และแม้ว่าเขาจะพกปืนมาแต่ไม่ได้ชักปืนออกมาอย่างที่รัฐบาลสหรัฐอ้าง เพรตตียังมีใบอนุญาตครอบครองปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเขาถูกเจ้าหน้าที่ของ ICE ยิงหลังถูกปลดอาวุธแล้ว

ภายหลังจากที่ภาพเหตุการณ์แพร่กระจายออกไป ทำให้เกิดกระแสตีกลับต่อรัฐบาลทรัมป์ ทำให้ทรัมป์มีคำสั่งให้ย้ายนายเกรเกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการประจำหน่วยตระเวนชายแดน ผู้นำปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในรัฐมินนิโซตา ให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งนายทอม โฮแมน ผู้บัญชาการด้านชายแดนของทรัมป์ให้ดำรงตำแหน่งแทนโบวิโน หลังทรัมป์รับฟังความเห็นจากบรรดาที่ปรึกษาอาวุโสเพื่อประเมินการตอบสนองของรัฐบาลหลังการเสียชีวิตของเพรตตีอีกครั้ง หลังที่ปรึกษาของทรัมป์กังวลว่าการเสียชีวิตของเพรตตีอาจทำให้ภารกิจเรื่องผู้อพยพของทรัมป์เจอกับอุปสรรคใหญ่

Advertisement

ทรัมป์ยังหารือในเรื่องการลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ส่งไปรัฐมินนิโซตา และปรับภารกิจของ ICE ในมินนิโซตาให้พุ่งเป้าไปที่การเนรเทศผู้อพยพมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายในวงกว้าง และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามปรับท่าทีของตัวเองให้อ่อนลงในช่วงที่ผ่านมา โดยได้มีการหารือกับนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต และนายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมตรีเมืองมินนิอาโพลิส เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา โดยบอกว่าการหารือเป็นไปด้วยดี ซึ่งวอลซ์บอกว่าทรัมป์อนุมัติให้หน่วยงานท้องถิ่นสอบสวนเหตุการณ์ยิงเพรตตีด้วยตัวเอง

นายสตีเฟ่น มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

แหล่งข่าวระบุว่าทรัมป์บอกกับที่ปรึกษาว่าจะไม่ปกป้องการกระทำของเจ้าหน้าที่ ICE หรือกล่าวโจมตีเพรตตี และตีตัวออกห่างจากความเห็นของโนเอมและนายสตีเฟ่น มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว ที่บอกว่าเพรตตีเป็น “นักฆ่า”

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระหว่างพบปะประชาชนในรัฐไอโอวาเมื่อคืนวันที่ 27 มกราคม ว่าเขามองว่าการยิงเพรตตีจนเสียชีวิตเป็นเหตุการณ์ที่โชคร้าย นักข่าวถามอีกว่าเขามองว่าเพรตตีเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลของเขาพยายามบอกก่อนหน้านี้หรือไม่ ทรัมป์บอกว่าเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนั้น แต่คิดว่าเพรตตีไม่ควรพกปืนมาด้วย คำกล่าวของทรัมป์ทำให้บรรดากลุ่มสิทธิเรื่องอาวุธปืนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสิทธิเสรีภาพในการครอบครองอาวุธปืน

ถึงกระนั้นก็ตาม ทรัมป์ยังคงปกป้องปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตา โดยบอกว่าสามารถเนรเทศอาชญากรได้หลายพันคนออกจากรัฐและปฏิบัติการกำลังดำเนินไปด้วยดีเพราะตอนนี้นายทอม โฮแมนกำลังดูเรื่องนี้อยู่ และรัฐบาลจะลดความตึงเครียดในเรื่องนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ (เอพี)

ด้านสตีเฟ่น มิลเลอร์เองก็ปรับท่าทีของตัวเองในเรื่องการเสียชีวิตของเพรตตีเช่นกัน โดยบอกว่าทำเนียบขาวได้มอบแนวปฏิบัติอย่างชัดเจนแก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิไปแล้วเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปยังรัฐมินนิโซตาปฏิบัติตาม และกำลังอยู่ระหว่างประเมินว่าเหตุใดทีมเจ้าหน้าที่ของ ICE จึงไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัตินั้น

โพลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ที่จัดทำร่วมกับอิปซอสพบว่าชาวอเมริกันสนับสนุนแนวทางการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ลดลงทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิตของเพรตตี ที่ถือเป็นวิกฤตการเมืองครั้งหนึ่งของทรัมป์ เพราะถึงขนาดที่สมาชิกของพรรครีพับลิกันบางส่วนในสภาคองเกรสเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนกังวลว่าหากไม่มีการปรับแนวทางในการปราบปรามผู้อพยพก็อาจทำให้รีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ได้ ขณะที่นายคริส แมเดล แคนดิเดตหลักของรีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมในรัฐมินนิโซตาประกาศถอนตัวเพราะการปราบปรามผู้อพยพในรัฐของตนเกินขอบเขตไป