หน้าแรก ต่างประเทศ ไทยชงอาเซียน ...

ไทยชงอาเซียน ปรับแผนรับเมียนมาหลังเลือกตั้ง สกัดมหาอำนาจแทรกแซง มุ่งรักษาผลปย.ชายแดน

29.01.26 | 11:17 น.
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ขณะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย ที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม

ไทยชงอาเซียน ปรับแผนรับเมียนมาหลังเลือกตั้ง สกัดมหาอำนาจแทรกแซง มุ่งรักษาผลปย.ชายแดน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย ที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม ในประเด็นเรื่องเมียนมา โดยไทยได้แสดงบทบาทนำในฐานะ “ประเทศด่านหน้า” ที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและได้รับผลกระทบมากที่สุด และมีข้อเสนอที่ชัดเจนต่อที่ประชุมเพื่อปรับบทบาทของอาเซียนให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปภายหลังเมียนมามีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

นายสีหศักดิ์ บอกว่า สถานการณ์ในเมียนมานับตั้งแต่การยึดอำนาจมีความรุนแรงและการสู้รบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาอาเซียนได้พยายามสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านฉันทามติ 5 ข้อ อย่างไรก็ตาม เมื่อเมียนมาผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้ว อาเซียนจำเป็นต้องมานั่งหารือกันเพื่อทบทวนว่าบทบาทต่อจากนี้ควรจะเป็นอย่างไร แม้ฉันทามติ 5 ข้อจะเป็นพื้นฐานที่ดี แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าในเชิงปฏิบัติ ไทยจึงเสนอว่าอาเซียนไม่ควรยอมรับอย่างเต็มตัวแต่ก็ไม่ควรปฏิเสธการเลือกตั้งเสียทีเดียว โดยควรแสดงความคาดหวังว่า การเลือกตั้งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยและการปรับเปลี่ยนทางการเมือง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกเต็ง เส่ง

ไทยยังได้เสนอต่อที่ประชุมว่า อาเซียนควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาในลักษณะทางคู่ คือหากอาเซียนเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ด้วย รัฐบาลเมียนมาต้องมีสิ่งตอบสนอง เช่น ลดความรุนแรง การโจมตีทางอากาศ และเริ่มกระบวนการพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย

นายสีหศักดิ์ย้ำว่า โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการพูดคุยที่ครอบคลุม โดยเสนอให้เมียนมาเปิดพื้นที่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้แก่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มที่ และเริ่มกระบวนการเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มก่อนเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า รัฐบาลเมียนมามีการตอบสนองต่ออาเซียนอย่างไร

Advertisement

“เราต้องพิจารณาว่าอาเซียนจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบไหนและช่วงเวลาใด เพื่อเป้าหมายในการดึงเมียนมากลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนอีกครั้ง และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยและคนอาเซียน เราต้องเป็นฝ่ายขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง หากอาเซียนไม่ขยับหรือปรับตัว อาจถูกผลักไปอยู่ขอบสนาม โดยมีมหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย หรือสหรัฐ เข้ามามีบทบาทแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอาเซียนในระยะยาว”

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังเสนอให้มีการทบทวนและปรับปรุงบทบาทของ ผู้แทนพิเศษอาเซียน ต่อกรณีเมียนมา โดยระบุว่า อุปสรรคสำคัญที่ผ่านมาคือ ภารกิจขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากผู้แทนพิเศษต้องเปลี่ยนตัวตามการหมุนเวียนของประธานอาเซียนทุกปี ไทยจึงเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องมาจากประเทศที่เป็นประธานอาเซียน แต่ต้องเป็นผู้ที่มีสถานะเป็นที่ยอมรับ เข้าใจปัญหา และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อให้สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้แทนพิเศษทำหน้าที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และฉันทามติ 5 ข้อไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเน้นย้ำว่า ไม่ควรผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนพิเศษเพียงลำพัง แต่ประเทศสมาชิกที่มีช่องทางหรือมีความใกล้ชิดกับเมียนมา ควรเข้ามาร่วมมีปฏิสัมพันธ์เพื่อช่วยขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพไปพร้อมกัน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาชายแดนเป็นปัญหาที่หนักหน่วงทั้งกับฝั่งเมียนมาและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติดที่มีการทะลักเข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เรื่องมลพิษในแม่น้ำที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ และเรื่องการค้าชายแดนที่ขณะนี้เราไม่สามารถทำการค้าชายแดนกับเมียนมาได้ ซึ่งถือเป็นเกือบ 80% ของการค้าทั้งหมดกับเมียนมา และถือเป็นผลประโยชน์ของไทย ขณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าไทยละทิ้งการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา นี่เป็นประเด็นที่นำเสนอในที่ประชุม และที่ประชุมเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่มองว่าฉันทามติ 5 ข้อเป็นสิ่งสำคัญ

เมียนมาเป็นประเทศที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียนกับอินเดียและจีน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ฉะนั้น ตนต้องการให้เมียนมากลับสู่อาเซียน อย่างไรก็ดี ก็เป็นเรื่องของเมียนมาด้วยที่ต้องปรับตัวไปตามสิ่งที่อาเซียนต้องการ ซึ่งคือการมีความยั่งยืนและมีความปรองดองกับกลุ่มต่างๆ เราก็ต้องดูว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง เช่น ลดความรุนแรงของการปฏิบัติการทางการทหาร การลดการจู่โจมทางอากาศ และการปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ที่เป็นประเด็นที่ประชาคมโลกกังวลและให้ความสนใจ ถ้าพวกเขาทำในสิ่งเหล่านี้ อาเซียนก็จะค่อยๆ ยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ซึ่งนำไปสู่การกลับมาบนเวทีอาเซียนในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และหากมีความคืบหน้าอย่างชัดเจนอาจจะเป็นการกลับมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของผู้นำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยด้วยว่า จากการเดินทางไปเมียนมาเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 ตนเองได้เข้าพบกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย และได้แสดงความคาดหวังของไทยและอาเซียน ที่อยากเห็นเมียนมามีสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งทางเมียนมาได้รับทราบและเข้าใจในข้อเรียกร้องนี้ โดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ชี้แจงว่า จำเป็นต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก่อน พร้อมกล่าวเปรยในลักษณะที่ว่า สถานการณ์น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้