หน้าแรก ต่างประเทศ เอาคืนแฮกเกอร...

เอาคืนแฮกเกอร์โสมแดง เปิดคลิปหลุดทหารเกาหลีเหนือหลอกสมัครงาน หาเงินให้รัฐ แฝงตัวขโมยข้อมูล

29.01.26 | 17:18 น.
North Korea
ภาพจาก chosun.com

เอาคืนแฮกเกอร์โสมแดง เปิดคลิปหลุดทหารเกาหลีเหนือหลอกสมัครงาน หาเงินให้รัฐ แฝงตัวขโมยข้อมูล

เมื่อวันที่ 29 มกราคม เว็บไซต์โชซุน รายงานว่า เกาหลีเหนือ มักจะตกเป็นเป้าหมายของการถูกบรรดาหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ รวมถึงสำนักงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ ของสหรัฐอเมริกา กล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมแฮกข้อมูลบนโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า การแฮกข้อมูล แต่ครั้งนี้ เกาหลีเหนือ กลับตกเป็นเหยื่อของการถูกแฮกเสียเอง หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ปรากฏวิดีโอคลิปหนึ่งที่แสดงให้เห็นทหารของเกาหลีเหนือ ผ่านทางเว็บแคม ที่รั่วไหลออกมาบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่เป็นที่รู้กันดีว่า เกาหลีเหนือสั่งห้ามการใช้อินเตอร์เน็ต แล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

รายงานระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นคลิปที่ได้มาเมื่อปี 2024 หลังจากแฮกเกอร์รายหนึ่ง สามารถแฮกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของทหารเกาหลีเหนือคนหนึ่งได้โดยบังเอิญ ในขณะที่กำลังตามรอยสแกมเมอร์ บน Linkedln หนึ่งในแพลตฟอร์มหางานใหญ่ที่สุดในโลก

ทันทีที่เว็บแคมถูกเปิดขึ้น ชายหนุ่มในชุดทหารเกาหลีเหนือ ปรากฏอยู่บนหน้าจอ นั่งอยู่ตรงกลางกำลังสั่งการ ในขณะที่จ้องมองไปยังจอมอนิเตอร์ โดยมีทหารรายล้อมอยู่รอบๆ กำลังรัวนิ้วพิมพ์คอมพิวเตอร์กันอย่างขะมักเขม้น โดยภาพกิจวัตรประจำวัน เช่น ทหารขัดรองเท้าคอมแบต บางส่วนกำลังกวัดแกว่งไม้ตียุง ถูกบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

North Korea
ภาพจาก chosun.com

ซึ่งจากการตามรอยพิกัด ยืนยันได้ว่า ทหารเหล่านี้ประจำการอยู่ที่ฐานทัพทหารแห่งหนึ่งใกล้กับกรุงเปียงยาง คอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทำงานอยู่บนเครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือ VPN ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถพรางตำแหน่งที่ตั้งของตนเองได้อย่างแนบเนียน

รายงานระบุว่า ปรากฏว่าทหารเหล่านี้ได้ปลอมแปลงตัวตน เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบทางไกล ให้กับบริษัทในสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป โดยใช้เครื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เช่น แชตจีพีที (ChatGPT) ในการสร้างรหัสโปรแกรม หรือ Coding ขึ้นมา แม้ว่าคุณภาพของรหัสเหล่านั้นจะยังหยาบและไม่มีประสิทธิภาพมากนัก แต่พวกเขาก็แสดงตนว่ากำลังทำงานอย่างแข็งขัน จนทำให้ผู้จัดการฝ่ายรับสมัครงาน ไม่เฉลียวใจ และยังคงจ่ายเงินเดือนให้คนเหล่านี้ต่อไป โดยเงินเดือนทั้งหมดที่หามาได้ จะไหลกลับเข้าสู่ระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือโดยตรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กว่า 13 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของเกาหลีเหนือ มาจากกิจกรรมอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า การจ้างงานโดยอำพรางตัวตนนั้น ถือเป็นสัดส่วนสำคัญอย่างมากในระบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ

Advertisement
North Korea
ภาพจาก chosun.com

ทั้งนี้ หลังจากการยืนยันโฉมหน้าที่แท้จริงของทหารเกาหลีเหนือได้แล้ว ยูทูบเบอร์รายนี้ก็ได้ทำการทดสอบต่อทันที โดยเพียงเข้าไปในเว็บไซต์หางานออนไลน์ เขาก็สามารถติดต่อกับเหล่ามิจฉาชีพ หรือกับสแกมเมอร์พวกนี้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และเขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสในการแก้เผ็ดหลุดลอยไป โดยยูทูบเบอร์คนนี้ได้ทำการแฮกคอมพิวเตอร์ของมิจฉาชีพคนนั้นกลับไป พร้อมกับดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดออกมา จากนั้นก็แกล้งตัดขาดการติดต่อ โดยบอกว่าคอมพิวเตอร์เสีย ทันใดนั้น มิจฉาชีพก็จะร้อนรน และพยายามติดต่อกลับมาเพื่อขอวิดีโอคอลหาเขาในทันที

แม้ว่า วิดีโอนี้จะมีอายุมากกว่า 1 ปีแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กลับทวีความรุนแรงขึ้นมาก ด้วยความก้าวหน้าของเครื่องมือเอไอ ที่ทำให้ทหารเหล่านี้สามารถได้งานได้ แม้จะไม่มีทักษะการเขียนโค้ดเลย นอกจากนี้ ยังมีบัญชีผู้ใช้งานใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้าเว็บ Linkedln และ Indeed ทุกสัปดาห์ จนมีกรณีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า พวกเขาสามารถแทรกซึมเข้าไปทำงานในบริษัท ระดับฟอร์จูน500 ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ สิ่งที่หวาดกลัวคือ แฮกเกอร์เหล่านี้ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่เครือข่ายขององค์กรได้แล้ว อาจจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงด้วยการนำข้อมูลลูกค้าออกมา หรือการติดตั้งแรนซัมแวร์ ที่ใช้เจาะระบบคอมพิวเตอร์ หรือเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่

ดังนั้น บุคคลในเกาหลีเหนือเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงแค่มิจฉาชีพที่หลอกลวงเพื่อเอาเงินเดือนเท่านั้น แต่พวกเขาคือ พลทหารในสงครามไซเบอร์ที่มีรัฐบาลหนุนหลังอย่างเป็นทางการ

ข่าวระบุว่า อาชญากรรมที่ก่อโดยแฮกเกอร์เกาหลีเหนือเหล่านี้ ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะความเสียหายที่รุนแรง เกิดขึ้นในส่วนของสินทรัพย์เสมือน โดยข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ของเกาหลีใต้ ระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือได้ขโมยสินทรัพย์เสมือนไป คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านวอน (ราว 5.5 หมื่นล้านบาท) ในปี 2025 เพียงปีเดียว ขณะที่สถาบันในต่างประเทศประเมินว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงเกินกว่า 3 ล้านล้านวอน (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท) โดยเงินทั้งหมดนี้ คาดว่าถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ