ยาต้านไวรัส VV116 จากสถาบันไวรัสอู่ฮั่น มีฤทธิ์ในการยับยั้ง ‘ไวรัสนิปาห์’ หลายสายพันธุ์
เมื่อวันที่ 28 มกราคม เว็บไซต์ CGTN รายงานว่า นักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จ ในการแสดงให้เห็นว่า ยาต้านไวรัสชนิดกินที่มีอยู่เดิมนั้น มีประสิทธิภาพทรงพลังในการต่อต้านไวรัสนิปาห์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อชีวิต โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์หากติดเชื้อ
ผลการศึกษา ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Emerging Microbes & Infections เผยว่า VV116 ซึ่งเป็นยาในกลุ่มนิวคลีโอไซด์ ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วในประเทศจีนและอุซเบกิสถาน สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสนิปาห์สายพันธุ์ต่างๆได้อย่างมีนัยสำคัญในห้องปฏิบัติการ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในการทดลองกับสัตว์
โดยในงานวิจัย ภายใต้หัวข้อ “ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานกลุ่มนิวคลีโอไซด์ VV116 ผู้ท้าชิงที่มีความหวังสำหรับการรักษาการติดเชื้อไวรัสนิปาห์” ซึ่งถือเป็นการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ถึงศักยภาพในการรักษาของยา VV116 ต่อไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหนะชนิดนี้ ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาคที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด
ข่าวระบุว่า หลังเกิดการระบาดในประเทศอินเดีย และบังกลาเทศ ระหว่างปี 2023 และ 2026 แสดงให้เห็นถึงการแผ่ขยายตัวที่น่ากังวล ทั้งในด้านความถี่ และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ซึ่งล่าสุดไวรัสชนิดนี้ได้กลับมาอุบัติซ้ำอีกครั้งในรัฐเบงกอลตะวันตก ของอินเดีย ในเดือนมกราคมนี้ โดยมีการพบผู้ติดเชื้อ ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องสั่งกักตัวผู้คนเกือบ 100 คนเอาไว้
โดยนับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 1998 ไวรัสนิปาห์ ยังคงรักษาตัวเลขอัตราการเสียชีวิตที่น่าขนลุกไว้ได้ ระหว่าง 40-70 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองหรือยาที่ใช้รักษาโรคนี้โดยเฉพาะ
การศึกษานี้ดำเนินการโดยทีมวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาษสตร์จีน (CAS) ร่วมมือกับสถาบันวิจัยยาแห่งเซี่ยงไฮ้ และบริษัท วิกอนวีตา ไลฟ์ ไซเอนซ์
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ทั้งตัวยา VV116 และสารออกฤทธิ์ที่เกิดขึ้นหลังการเผาผลาญในร่างกาย สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสนิปาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ต่อเชื้อทั้งสองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ สายพันธุ์มาเลเซีย (NiV-M) และ สายพันธุ์บังกลาเทศ (NiV-B) ซึ่งมีความรุนแรงกว่า ในฐานะที่ตัวยาเป็นสารตั้งต้นที่มุ่งเป้าไปที่เอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase (RdRp) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญต่อกระบวนการเพิ่มจำนวนของไวรัส สารประกอบนี้จึงสามารถขัดขวางวงจรชีวิตของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับโมเลกุล
โดยในการทดสอบแบบจำลองการติดเชื้อรุนแรงในหมูแฮมสเตอร์สีทอง พบว่า การให้ยา VV116ทางปาก ในขนาด 400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของกลุ่มทดลองสูงถึงร้อยละ 66.7
นอกจากนี้ สัตว์ทดลองที่ได้รับยา พบคราบไวรัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอวัยวะสำคัญต่างๆ ซึ่งรวมถึงปอด ม้าม และสมอง
โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระบุว่า ยานี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในมนุษย์ เพื่อรักษาโควิด-19 อยู่ก่อนแล้ว อาจจะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการนำยาไปใช้รับมือกับการระบาดของไวรัสนิปาห์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการใช้ในเชิงการรักษาแล้ว นักวิจัยยังเสนอว่า VV116 อาจใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการติดเชื้อ สำหรับกลุ่มเยงสูง อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่การแพร่ระบาด

