หน้าแรก ต่างประเทศ เปิด 5 เหตุผล...

เปิด 5 เหตุผล การเลือกตั้งญี่ปุ่น คาดเดายากที่สุดในรอบหลายปี

30.01.26 | 12:10 น.
ภาพรอยเตอร์

เปิด 5 เหตุผล การเลือกตั้งญี่ปุ่น คาดเดายากที่สุดในรอบหลายปี

การเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันเดียวกับการเลือกตั้งของไทยพอดิบพอดี เป็นสนามแข่งขันที่ต้องจับตา ซึ่งถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศที่หวังจะนำพรรคเสรีประชาธิปไตย(แอลดีพี) ภายใต้การนำของเธอ กลับมาครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอีกครั้งและหวังจะได้รับมอบอาณัติจากประชาชนอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนโยบายการบริหารประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ของเธอ

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ในแดนอาทิตย์อุทัยจะเป็นการเลือกตั้งที่คาดเดาผลได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี

เหตุใดจึงมองเช่นนั้น? มีการสรุปเหตุผลไว้ 5 ประการ

ภาพรอยเตอร์

ประการแรกเรื่องช่องว่างความนิยม

Advertisement

นับตั้งแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศในเดือนตุลาคม นางทาคาจิ อดีตมือกลองวงดนตรีเฮฟวีเมทัลสุดเท่ห์ ผู้มีบุคลิกแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ได้รับคะแนนนิยมอย่างมาก แม้จะความนิยมลดลงเล็กน้อยก่อนการเลือกตั้ง แต่ผลโพลของสำนักสำรวจหลายสำนักยังคงระบุว่าคะแนนนิยมของเธอคงสูงกว่า 60%

ทว่าหากดูคะแนนสนับสนุนของตัวพรรคแอลดีพีเอง ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของทาคาอิจิ กลับยังตามหลังอยู่มากที่ประมาณ 35% ทำให้เกิดคำถามว่าเสน่ห์ส่วนตัวของทาคาอิจิ จะสามารถช่วยเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงให้ผู้สมัครของพรรคแอลดีพีที่ลงสังเวียนชิงชัยใน 465 ที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นครั้งนี้ได้หรือไม่

เสียงโหวตของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อาจวางใจได้

ผลสำรวจความนิยมแสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของ ทาคาอิจิ มาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนหนุ่มสาวมากกว่าคนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคแอลดีพีมาอย่างยาวนาน ผลโพลล่าสุดของหลายสำนักบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของเธอในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุต่ำกว่า 30 ปี สูงกว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 70 ปีขึ้นไป ถึงกว่า 20 จุด

แต่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มักออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยกว่าคนรุ่นเก่า ดังเช่น ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรปี 2024 ในพื้นที่โตเกียว อันเป็นเมืองหลวง มีผู้สิทธิเลือกตั้งในกลุ่มอายุ 21-24 ปี เพียง 36% เท่านั้นที่ออกมาใช้สิทธิ ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 70-74 ปี ไปใช้สิทธิถึง 71%

รอยเตอร์

การแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล

เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่พรรคแอลดีพีต้องแข่งขันในสนามเลือกตั้งทั่วประเทศโดยไร้เงาของพรรคโคเมโตะ อดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยเคียงบ่าไหล่เคียงไหล่กับแอลดีพีมานาน โดยพรรคโคเมโตะเป็นพรรคที่เชื่อมโยงกับขบวนการทางพุทธศาสนาโซกะกักไกนิกายนิชิเรนที่อ้างว่ามีสมาชิกอย่างน้อย 8 ล้านคนในญี่ปุ่น

การระดมเสียงของพรรคโคเมโตะเคยช่วยให้พรรคแอลดีพีได้ที่นั่งในสภาหลายสิบที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะในเขตเมือง แต่ครั้งนี้พรรคโคเมโตะได้เข้าร่วมกับพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น เป็นกลุ่มก๊วนพรรคการเมืองสายกลาง ซึ่งก็อาจทำให้คะแนนเสียงหลายล้านเสียงถูกเบี่ยงเบนออกไปจากพรรคแอลดีพีได้

ความท้าทายจากฝ่ายขวาจัด

อีกหนึ่งพรรคที่น่าจับตาคือ พรรคซันเซโตะ แนวทางขวาจัด ซึ่งส่งผู้สมัครจำนวนถึง 190 คน มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพรรคซันเซโตะหวังจะเพิ่มที่นั่งจาก 2 ที่นั่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยพรรคซันเซโตะพุ่งเป้าไปที่ฐานเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายอนุรักษนิยมของพรรคแอลดีพี ด้วยการชูนโยบายเข้มงวดด้านการย้ายถิ่นฐานและการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น

การรุกคืบของพรรคซันเซโตะเกิดขึ้นหลังจากผลงานของพรรคที่โดดเด่นในการเลือกตั้งสภาสูงเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งพรรคซันเซโตะสามารถฉกคะแนนเสียงจากพรรคแอลดีพีและคว้าที่นั่งในสภาสูงมาได้ถึง 14 ที่นั่ง

รอยเตอร์

การเดิมพันในฤดูหนาว

การกำหนดวันเลือกตั้งที่ลงในช่วงกลางฤดูหนาวครั้งนี้ของนางทาคาอิจิ ขัดกับธรรมเนียมเดิมที่มักจัดเลือกตั้งขึ้นในเดือนที่อากาศอบอุ่นกว่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ครั้งนี้ถือเป็นการจัดเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกุมภาพันธ์เพียงครั้งที่ 3 นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990

ในขณะที่ญี่ปุ่นยังมีหิมะตกหนักปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลงและสร้างอุปสรรคต่อการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการเลือกตั้งที่ตึงเครียดและผันผวนอยู่แล้ว

ถึงตอนนี้เริ่มนับถอยหลังกันได้เลย เพราะเหลือเวลาอีกเพียงราวสัปดาห์เดียว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นก็จะได้ออกไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศ แล้วเราก็จะได้เห็นโฉมหน้าผู้นำและคณะรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น