ทูตญี่ปุ่นโอด ปัญหาปิดชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบบริษัทญี่ปุ่น เรียกร้องขอให้เปิดด่านโดยเร็ว
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า ญี่ปุ่น ได้เรียกร้องให้กัมพูชาและไทย เปิดด่านชายแดนระหว่างสองประเทศโดยเร็ว หลังการปิดด่าน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัท
ข่าวระบุว่า การปิดพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย ที่ยังคงยืดเยื้อ ได้ขัดขวางเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดล “ไทยแลนด์ พลัส-วัน” ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง หรือโลจิสติกส์
โดยนายอุเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศกัมพูชา ได้เร่งให้กัมพูชาและไทย แก้ปัญหาความขัดแย้งทางชายแดนผ่านการเจรจาและกลับมาเปิดจุดผ่านแดนทางบกอีกครั้ง พร้อมระบุว่า การปิดด่านพรมแดนที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความยากลำบากอย่างสาหัส ให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในกัมพูชา
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่น และนักลงทุนจากญี่ปุ่น ได้เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชา กลับมาเปิดด่านชายแดน เพื่อฟื้นฟูการค้า โดยการปิดด่านดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดตามแนวชายที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการสู้รบทางทหารตลอดแนวชายแดนที่ทอดยาว 800 กิโลเมตร ที่ขัดขวางห่วงโซ่อุปทานของเหล่าผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่างรุนแรง นำไปสู่การเรียกร้องให้รื้อฟื้นการขนส่งสินค้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากพื้นที่
นายอุเอโนะกล่าวระหว่างการพูดคุยในงาน “กัมพูชา-ญี่ปุ่น ในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์กัมพูชาเพื่อศึกษาภูมิภาค และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำกัมพูชา ที่ศูนย์ความร่วมมือ กัมพูชา-ญี่ปุ่น โดยนายอุเอโนะได้กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
“การปิดด่านทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา สร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เพื่อพยายามกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเรียกโมเดลนี้ว่า ไทยแลนด์ พลัส วัน” นายอุเอโนะกล่าว และว่า บริษัทหลายแห่งของญี่ปุ่น ที่ได้ตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่เนื่องจากค่าแรงหรือต้นทุนที่สูงขึ้นในประเทศไทย หลายบริษัท จึงได้โยกย้ายฐานการผลิตไปที่กัมพูชา ด้วยหวังว่าจะช่วยลดต้นทุนได้
ขณะที่เส้นทางขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศ ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญสำหรับการดำเนินงานเหล่านี้ การปิดพรมแดนระหว่างสองประเทศ จึงกำลังเป็นการคุกคามโมเดลธุรกิจ “ไทยแลนด์ พลัส วัน” ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นศูนย์กลางหลัก และขยายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา
นายอุเอโนะกล่าวว่า การขนส่งทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทเหล่านี้ และเป็นที่น่าเสียดายว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก บริษัทเหล่านี้ต้องทนทุกข์ และเผชิญกับความยากลำบากที่รุนแรงมาก รวมถึงต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น
และว่า บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องเลือกใช้ทางเลือกอื่นที่มีราคาแพงและซับซ้อน ดังนั้น บริษัทเหล่านี้จึงต้องกระจายการขนส่งจากกัมพูชาไปยังไทย โดยใช้เรือ หรือแม้กระทั่งทางอากาศ หรือในบางครั้ง ก็ต้องใช้เส้นทางอ้อมไกลมาจากไทย ผ่านไปยังลาว แล้วเข้าสู่เวียดนาม และจากเวียดนาม จึงวกกลับเข้ากัมพูชา
ขณะเดียวกัน นายอุเอโนะก็ยอมรับว่า ความละเอียดอ่อนของปัญหานี้ เขาเข้าใจดีว่า ประเด็นเรื่องการเปิดหรือปิดพรมแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับทั้งชายไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งนายอุเอโนะเอง และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นจำประจำกรุงเทพฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายนำเรื่องนี้ขึ้นหารือในคณะกรรมการชายแดน
นายอุเอโนะระบุว่า แม้จะกังวลเรื่องทัศนคติของนักลงทุน แต่ผลกระทบในขณะนี้ยังอยู่ในวงที่ควบคุมได้ และหากพูดกันตามตรง เขาเคยค่อนข้างกังวลว่า บรรยากาศและความคาดหวังของนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีต่อการลงทุนในกัมพูชาจะแย่ลง เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก แต่จนถึงขณะนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังถือว่าค่อนข้างจำกัด และว่า ตอนนี้บริษัทต่างๆ พยายามคิดหาแนวทางที่เป็นไปได้และดียิ่งกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า “พลัส วัน” อย่างการใช้เส้นทางขนส่งทางเลือกผ่านเวียดนาม และการหันไปใช้การขนส่งทางเรือ
พร้อมระบุถึงตัวเลขจากสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่นในกัมพูชา ที่แจ้งว่า จำนวนสมาชิกของสมาคมฯ ได้เพิ่มจาก 50 ราย ในปี 2010 เป็น 248 ราย ในปี 2025 และว่า การค้าระหว่างกัมพูชา และญี่ปุ่น ในปี 2025 ได้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ถึง 17 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 2,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายอุเอโนะยังได้ข้อสังเกตว่า ท่าเรืออัตโนมัติสีหนุวิลล์ (PAS) มีบทบาทสำคัญขึ้นอย่างมาก เมื่อบริษัทต่างๆ เปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางทะเล
ทั้งนี้ นายอุเอโนะกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการอยู่ในกัมพูชาราว 500 แห่ง รวมถึงการลงทุนใหญ่อย่างห้างสรรพสินค้า AEON และโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือโครงการสำคัญอย่างสะพานสึบาสะ (สะพานเนียกเลือง) ที่ญี่ปุ่นสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง โดยเป็นสะพานที่เชื่อมจังหวัดกันดาลกับเมืองเนียกเลือง ในจังหวัดไพรแวง รวมถึงการปรับปรุงถนนสายที่ 5 และปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่อันดับ 2 ของกัมพูชาด้วย
นายอุเอโนะยังได้ย้ำให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความสงบและหันหน้ามาคุยกัน โดยเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างกัมพูชาและไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงขอให้ทั้งสองประเทศใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุด และแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจา

