บลูมเบิร์กเผยแพร่บทความ ชี้ไทยใกล้จุดแตกหัก ไม่สามารถก้าวเป็นประเทศรายได้สูงถึงปี 2050
สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยแพร่บทความหัวข้อ ทำไมประเทศไทยถึงยังคงเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันจะมาถึง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดย ระบุว่า ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานถึงสองทศวรรษ ส่งผลกระทบให้ไทยเปลี่ยนจากประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่ง ที่เดินตามเกาหลีใต้และสิงคโปร์สู่ประเทศที่มีรายได้สูง กลายเป็นประเทศที่ล้าหลังของภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับ การเติบโตที่ซบเซา หนี้สินพุ่งสูง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และจำนวนแรงงานที่ลดลง
แกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics กล่าวว่า หากมีการปฏิรูปทางการเมืองและมีรัฐบาลที่สนับสนุนการปฏิรูปอยู่ในอำนาจ เป็นไปได้รัฐบาลจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เรื่องเหล่านี้ยากเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลของเลเธอร์ ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่กว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เพียง 5% เท่านั้น คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 1% ขณะที่เวียดนามและอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 40% การล้มรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรัฐบาลพลเรือนที่อยู่ในอำนาจในเวลาอันสั้นตั้งแต่ทศวรรษ 2000 ทำให้การวางแผนระยะยาวเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ส่งผลให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น และใช้งบประมาณ ในลักษณะประชานิยม ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอยากหนัก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาตั้งแต่อดีต แต่ในปัจจุบันเริ่มอ่อนแรง โดยที่ยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ พร้อมจะเข้ามาทดแทน
กลุ่มนักวิชาการเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเตือนว่า ไทยกำลังเข้าใกล้จุดแตกหัก พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลีกเลี่ยงพรรคการเมืองที่กีดกันการพัฒนาระยะยาว และต้องรื้อถอนการผูกขาด ขณะที่รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า มีบริษัทเพียง 5% มีรายได้รวมมากกว่า 85% ของทั้งระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งรวมถึงกลุ่มของสารัชถ์ รัตนาวะดี เจริญ สิริวัฒนภักดี และธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มีอิทธิพลสูงในภาคพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และโทรคมนาคม และรวมกันคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของดัชนีอ้างอิงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
อย่างไรก็ตาม พรรคที่ชนะการเลือกตั้งและเข้ามาเป็นรัฐบาลจะต้องเผชิญกับสถานะทางการคลังและการเงินที่มีความจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ตั้งไว้ พร้อมกันนี้ Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเป็นติดลบ เมื่อปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1.25% ก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ในขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงและเงื่อนไขสินเชื่อที่ตึงตัวจำกัดประสิทธิผลของการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
กระทรวงการคลังไทย ประเมินว่า จีดีพีไทยจะชะลอลงเหลือ 2% ในปีนี้ ด้านธนาคารกลางมองว่าศักยภาพการเติบโตอยู่ที่เพียง 1.5% ซึ่งจะเป็นอัตราที่ช้าที่สุดตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 นับตั้งแต่ปี 2014
พรรคการเมืองหลักทุกพรรคให้คำมั่นว่าจะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในตัวเลข 3%-5% อย่างไรก็ดี จุน ฮาว งอ (Jun Hao Ng) จาก Oxford Economics มองว่า เพดานการเติบโตที่เป็นจริงน่าจะอยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น พร้อมกล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงคือการขาดความเต็มใจที่จะเดินหน้าปฏิรูป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่จะสร้างผลประโยชน์ในระยะยาว มาตรการกระตุ้นการคลังและการแจกเงินสดเป็นที่นิยมก็จริง แต่ไม่ได้แก้ไขความจริงที่ว่า เครื่องยนต์หลักของการเติบโต ซึ่งก็คือการท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกสินค้า กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและฟื้นตัวได้ยาก
ปัญหาเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบต่อการเข้ามาของการลงทุน ตามข้อมูลของ OECD ระหว่างปี 2015 ถึง 2023 ประเทศไทยมีการสะสมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คิดเป็นเพียง 11% ของจีดีพีต่อปี เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ 25% และเวียดนามที่ 42% แม้แต่กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่และนักลงทุนไทยเองก็หันไปมองหาการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 ระบุว่า เส้นทางเศรษฐกิจของไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่บน เส้นทางขาลงที่น่ากังวล ไทยอาจไม่สามารถก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงได้จนถึงปี 2050 และจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2037 มีเพียงการปฏิรูปเท่านั้นที่จะเร่งให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง

