สื่อสิงคโปร์ วิเคราะห์ 3 ปัจจัย ทำภูมิใจไทยคว้าชัยเลือกตั้ง 69
เดอะ สเตรทไทมส์ สื่อสิงคโปร์เกาะติดผลการเลือกตั้งของไทยที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งจากการนับคะแนนล่าสุดชี้ว่าเป็นพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไป 193 ที่นั่ง ซึ่งแทบจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่านายอนุทิน ชาญวีรกูลจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของไทยนั้น สเตรทไทมส์ได้วิเคราะห์ 3 ปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยและนายอนุทินชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ว่าโพลสำรวจต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งจะชี้ว่าพรรคประชาชนจะได้ที่นั่งไปมากที่สุด
โดยระบุว่า 3 ปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้คือ 1. จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อกัมพูชาท่ามกลางความขัดแย้งชายแดน 2. การแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอก และ 3. การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทินมีขีดความสามารถมากพอที่จะแก้ไขความท้าทายต่างๆ ที่ไทยกำลังเผชิญ เช่น เศรษฐกิจและการค้า
โดยสเตรทไทมส์อ้างความเห็นของดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสซัค ในสิงคโปร์ ให้เครดิตว่ารัฐมนตรีคนนอกที่พรรคภูมิใจไทยนำมาร่วมรัฐบาลมีส่วนทำให้พรรคภูมิใจไทยมีความน่าดึงดูดมากขึ้นต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมทุกกลุ่มในไทย นอกจากนั้น ภูมิใจไทยยังทำสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ของพรรคว่าเป็นตัวแทนของความมั่นคง และเป็นปราการป้องกันต่อสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการก่อกวนระเบียบทางการเมืองและสถาบันที่มีอยู่มากเกินไป
ด้านดร.ฐิติพล ภักดีวานิช นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นว่า ชัยชนะของภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะภูมิใจไทยพยายามเล่นกับกระแสชาตินิยม ไม่ใช่แค่กับเรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชา แต่ยังรวมถึงความเป็นไทย นั่นก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่พรรคให้ความสำคัญ ทำให้ภูมิใจไทยได้คะแนนโหวตจากผู้ที่เคยโหวตลงคะแนนให้กับพรรคของรัฐบาลทหารที่เสื่อมความนิยมลงไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่ส.ส.ของกลุ่มแนวร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประมาณ 60 คนยังย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยพร้อมกับฐานเสียงท้องถิ่นของตัวเอง ยิ่งสร้างความได้เปรียบให้กับภูมิใจไทย
ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ทำผลงานได้ไม่ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า นั่นอาจสะท้อนว่าชาวไทยบางส่วนยังคงกังวลเกี่ยวกับการปฏิรูประบบต่างๆ ในประเทศว่าจะมีขอบเขตมากน้อยแค่ไหน ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็มีผลการเลือกตั้งที่ไม่ดีเช่นกัน ส่วนหนึ่งมาจากการเสียภาพลักษณ์จากการทำผลงานในฐานะพรรครัฐบาลได้ไม่ดีนัก เช่น นางสาวแพทองธาร ชินวัตรที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
สเตรทไทมส์ระบุว่า บรรดาผู้สังเกตการณ์กำลังวิเคราะห์ว่าภูมิใจไทยจะร่วมรัฐบาลกับพรรคใดเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ บางคนวิเคราะห์ว่ามีโอกาสที่ภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคกล้าธรรมของนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร แต่นายธรรมนัสเป็นบุคคลที่เป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวในอดีต
ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลอาจทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องทำการตกลงกับพรรคอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้มาร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจต้องยอมยกเก้าอี้กระทรวงสำคัญๆ เช่น กระทรวงเกษตร กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ให้กับพรรคอื่นๆ หากยอมตกลงมาร่วมรัฐบาล นี่ถือเป็นการบ้านใหญ่ให้กับภูมิใจไทยในการดึงพรรคอื่นๆ มาร่วมรัฐบาลแต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ

