ทรัมป์ขวางเปิดสะพานชายแดนแคนาดา ลงโทษเก็บภาษีนม ถกดีลการค้ากับจีน
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ขู่ว่าจะไม่อนุญาตให้สะพานกอร์ดี ฮาว อินเตอร์เนชันแนล มีการเปิดใช้งาน เพื่อตอบโต้การที่แคนาดาปฏิเสธไม่วางจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดจากสหรัฐ เก็บภาษีสินค้านำเข้าผลิตภัณฑ์นม ไปจนถึงการเจรจาการค้ากับจีน จนกว่าสหรัฐจะได้รับการชดเชยอย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญ แคนาดาต้องปฏิบัติต่อสหรัฐอย่างเป็นธรรมและด้วยความเคารพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐควรได้รับ
สะพานดังกล่าวเชื่อมระหว่างเมืองดีทรอยต์กับเมืองวินด์เซอร์ รัฐออนแทรีโอ และมีมูลค่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อปี 2012 ริก สไนเดอร์ ผู้ว่ารัฐมิชิแกนในตอนนั้น ยอมรับข้อเสนอจากรัฐบาลแคนาดาในการเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างสะพานนี้ ซึ่งได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารข้ามขั้นตอนสภานิติบัญญัติ การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 2018 และปัจจุบันสะพานใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว
ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐ เผยแพร่กฎระเบียบระบุให้ สะพานกอร์ดี ฮาว อินเตอร์เนชันแนล เป็นจุดผ่านแดนเข้าออกประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม
เอลิสซา สลอตคิน วุฒิสมาชิกรัฐมิชิแกนสังกัดเดโมแครต กล่าวว่า การยกเลิกโครงการนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง รวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับภาคธุรกิจในมิชิแกน ห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงน้อยลง และการจ้างงานที่ลดลง พร้อมเสริมว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการทำร้ายชาวมิชิแกนจากสงครามการค้าที่ทรัมป์เป็นผู้สร้างขึ้น เหตุผลเดียวที่ทำให้แคนาดาเกือบจะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีน ก็เพราะประธานาธิบดีทรัมป์กดดันและทำร้ายพวกเขามานานกว่าหนึ่งปี
ในปี 2023 เมืองดีทรอยต์เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสอง และเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดตามแนวพรมแดนสหรัฐฯ–แคนาดา โดยมีการขนส่งสินค้าผ่านรถบรรทุกเชิงพาณิชย์คิดเป็นมูลค่า 126,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การศึกษาของมหาวิทยาลัยวินด์เซอร์ระบุว่า สะพานแห่งใหม่นี้จะช่วยบรรเทาการจราจรของรถบรรทุกข้ามพรมแดนลงได้ราว 20 นาที และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ขับรถบรรทุกได้ประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาสะพานแอมบาสซาเดอร์เป็นหลัก

