หน้าแรก ต่างประเทศ พลวัตอำนาจโลก...

พลวัตอำนาจโลกกับบทบาทของจีนในยุคแห่งความผันผวน

17.02.26 | 09:00 น.
Reuters

พลวัตอำนาจโลกกับบทบาทของจีนในยุคแห่งความผันผวน

ย้อนไปเมื่อปี 2019 คณะกรรมธิการยุโรปกล่าวเรียกจีนในเอกสาร EU-China: A Strategic Outlook ว่า เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และคู่ต่อสู้เชิงระบบที่ส่งเสริมการปกครองในรูปแบบอื่น แต่ในห้วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บุคคลสำคัญทางการเมืองของชาติตะวันตกเดินทางเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเป้ที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีเลติเซียแห่งสเปน, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ของแคนาดา, และ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการเยือนในรอบ 8 ปี

การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญที่ไม่ใช่แค่พิธีการทางการทูตเท่านั้น เพราะหากพิจารณาบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าระบบระเบียบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เปราะบางและไร้ซึ่งความแน่นอน โดยในยุโรป มาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐซ้ำเติมความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วจากภาวะการเติบโตที่ชะลอตัว ท่ามกลางความสั่นคลอนทางสังคม อันเกิดจากแรงกดดันของจำนวนผู้โยกย้ายถิ่นจำนวนมหาศาล ความไม่มั่นคงด้านพลังงานจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ตลอดจนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้นำสหรัฐมีท่าทีที่ไม่ชัดเจนต่อบทบาทผู้นำองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ซึ่งเปรียบเสมือนหลักประกันด้านความมั่นคงของภูมิภาค

ความสามารถของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะเวลาอันสั้นไม่เพียงแต่ทำให้ยุโรปต้องปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเสถียรภาพที่เผชิญกับความระส่ำระสาย ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระชับความสัมพันธ์กับจีนได้ โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้หารือผ่านโทรศัพท์กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และย้ำว่า ต้องการทำงานร่วมกับจีน พร้อมผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ในทิศทางที่ดีในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทั้งยังมีแผนเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในต้นเดือนเมษายนด้วย

หมากทางการทูตในลักษณะนี้บ่งบอกว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ไม่มีประเทศใดที่สามารถปฏิเสธอิทธิพลของจีนต่อโลกทั้งในมิติเศรษฐกิจและการเมือง สอดรับกับผลสำรวจทัศนคติและมุมมองของโลกต่อความเข้าใจประเทศจีน ปี 2025 ของ Global Times ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 51,700 คน ครอบคลุม 46 ประเทศ โดยมีประเทศพัฒนาแล้ว 15 ประเทศ และประเทศกำลังพัฒนา 31 ประเทศ ครอบคลุมประเทศตัวแทนจากทุกทวีป รวมถึงประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 ประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS 9 ประเทศ และประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ไม่รวมประเทศจีน 

Advertisement

แม้ว่าจะต่างขั้วอำนาจ อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในฐานะฐานการผลิตสำคัญของโลกและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ได้ก่อให้เกิดภาวะอิงอาศัยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากผลสำรวจดังกล่าว ผู้เข้าร่วมการสำรวจกว่า 80% ให้การประเมินเชิงบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 75% ในประเทศพัฒนาแล้ว และสูงถึง 86% ในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นว่า จีนจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีข้างหน้าด้วย

การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ มิได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์แต่อย่างใด หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยึดมั่นและขับเคลื่อนตามแผนอย่างจริงจัง ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่กำหนดกรอบและแนวทางดำเนินงานอย่างชัดเจนในเวลา 5 ปี โดยระยะเวลาดังกล่าวยาวนานเพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ยาวนานจนขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เท่าทันต่อพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ในบทความของ ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงแผนฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนปัจจุบัน ว่า จีนจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรอบด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างแข็งขัน และวางแผนเชิงรุกสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต และหนึ่งในเป้าหมายนั้นรวมถึงการพัฒนาในระดับการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันที่ห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก

เอกอัครราชทูตจางเขียนด้วยว่า จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลดอัตราการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานได้เร็วที่สุดในโลก ซึ่งสัมพันธ์กับมาตรฐานสากลยุคใหม่ในประเด็นความยั่งยืน

การที่ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายไร้ระเบียบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐซึ่งเราเคยคิดว่าจะรับประกันความมั่นคงให้เราไปตลอด ก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความสั่นคลอนของสถาปัตยกรรมความมั่นคงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไม่อาจค้ำจุนเสถียรภาพดั่งเช่นในอดีต

ในทางกลับกัน จีนมีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นในฐานะผู้ผลักดันระบบพหุภาคีนิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ โดยแนวคิดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 80% ซึ่งชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อนหรืออาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาคมโลกในลักษณะเกี่ยวผันและกระทบถึงกันอย่างลึกซึ้ง อีกทั้ง ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจจัดการได้ด้วยความพยายามของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ จีนเสนอข้อริเริ่มหลากหลายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ตั้งแต่ข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก (GDI), ข้อริเริ่มความมั่นคงระดับโลก (GSI) และข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลก (GCI) ซึ่งล้วนแต่ตอบโจทย์สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ความมั่นคงถูกกัดกร่อนด้วยความไม่เท่าเทียม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย GDI มุ่งเร่งรัดความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขณะที่ GSI ให้ความสำคัญกับการรับมือกับปัญหาความมั่นคงทั้งในแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันการจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ส่วน GCI มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางอารยธรรม เคารพและยอมรับความแตกต่างของแต่ละประเทศ เพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์

พร้อมกันนี้ ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) จะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคผ่านการพึ่งพาอาศัยกันด้านเศรษฐกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและทำให้ระบบการค้าโลกมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยกว่า 70% ของผู้ร่วมการสำรวจให้การยอมรับข้อริเริ่มทั้งหมดนี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าปี 2024 ขณะที่มากกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คาดหวังให้จีนมีส่วนร่วมในกิจการระหว่างประเทศมากขึ้น หรือมีบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต โดยประเด็น ส่งเสริมให้ระเบียบระหว่างประเทศมีความเป็นธรรมและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประสานงานในประเด็นปัญหาระหว่างประเทศและจุดร้อนในภูมิภาค เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของโลก และดำเนินการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางทหาร การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ และการต่อต้านการก่อการร้าย มีระดับความคาดหวังสูงกว่า 3 ใน 4

ผลสำรวจของ Global Times ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจำนวนมากมีทัศนคติเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของจีน บ่งชี้ถึงอิทธิพลด้านอำนาจละมุน (soft power) ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของผู้เข้าร่วมสำรวจที่มีมุมมองเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนสูงถึง 80% อีกทั้ง ระดับการรับรู้และการยอมรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ โดรน และยานยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ด้วย ซึ่งอยู่ในทิศทางเดียวกันกับการจัดอันดับของ Brand Finance ที่ให้จีนอยู่ลำดับที่ 2 ประเทศที่มีดัชนีอำนาจละมุนโลกในปี 2026 มากที่สุด

แสดงให้เห็นว่า จีนสามารถลบภาพจำอคติที่ถูกมองว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลกในหลากหลายสาขา ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น DeepSeek,โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของหัวเว่ย ไปจนถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีบริษัทอย่าง BYD เป็นกำลังสำคัญ นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของตนเอง เห็นได้จากการดำเนินงานสถานีอวกาศเทียนกงด้วย

นโยบายยกเว้นการตรวจลงตราหรือฟรีวีซ่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมอำนาจละมุนของจีน โดยการที่ชาวต่างชาติสามารถเดินทางไปเที่ยวจีนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ทำให้สามารถสัมผัสถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีของจีนได้ด้วยตนเอง ข้อมูลของ Trip.Best ที่ระบุว่า เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ฉงชิ่ง เป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828%

ขณะเดียวกัน โชเซียลมีเดียเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับอำนาจละมุนของจีน บทความวิชาการของ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค หัวข้อ RedNote’s Success and Beijing’s Soft Power in Southeast Asia พบว่า แอพพลิเคชัน เสี่ยวหงซู (RedNote) ของจีน เป็นหนึ่งในแอพพ์โซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นภูมิภาคที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน โดยแอปพลิเคชันนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผู้ใช้งานต่างประเทศเข้าถึงและรับรู้วัฒนธรรมจีนในหลากหลายมิติ เนื่องด้วยมีคอนเทนต์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ในเรื่องความงาม แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงอาหาร

นอกจากนั้น อินฟลูเอนเซอร์และวล็อกเกอร์เป็นอีกตัวแปรหลัก ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยว การใช้ชีวิตในจีน รวมถึงนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ร้านอาหาร ระบบขนส่งสาธารณะ ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไร้พรมแดน ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง WeTV และ iQIYI ก็มีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรม การรับชมซีรีส์และรายการวาไรตี้ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความผูกพัน ซึ่งล้วนแต่ช่วยขับเคลื่อนภาพลักษณ์เชิงบวกของจีนต่อประชาคมโลกทั้งสิ้น

ผลสำรวจของ Global Times ระบุว่า มากกว่า 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวต่างชาติแสดงความสนใจต่อประเทศจีน โดยมากกว่า 40% แสดงระดับความสนใจในระดับสูง โดยด้านที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “วัฒนธรรม” ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และ “เทคโนโลยี” ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และคำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด 10 อันดับแรกยังรวมถึง “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” “ประวัติศาสตร์” “อาหาร/อาหารจีน” “สินค้า” “การท่องเที่ยว” “นวัตกรรม” และ “การพัฒนา” ขณะที่คำว่า “การศึกษา” “การค้า” “อุตสาหกรรม” “ธุรกิจ” “ประเพณี” “การเมือง” และ “ชีวิตประจำวัน” ก็อยู่ใน 20 อันดับแรกด้วย

การผงาดขึ้นมาของจีนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน จีนไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่ในเกมการเมืองโลกเท่านั้น แต่เป็นผู้เล่นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางและกติกาของระบบระหว่างประเทศไปพร้อมๆ กัน