IMF เตือนญี่ปุ่นเลี่ยงลดภาษีการบริโภค เพิ่มความเสี่ยงด้านการคลัง
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เผยแพร่คำแนะนำเชิงนโยบายเบื้องต้นต่อญี่ปุ่น ระบุว่า การปรับลดภาษีการบริโภคจะบั่นทอนความสามารถของประเทศในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต และเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลัง ญี่ปุ่นควรรักษานโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมุ่งสู่ระดับที่เป็นกลางภายในปี 2027 และหลีกเลี่ยงการผ่อนคลายนโยบายการคลังเพิ่มเติม
พร้อมระบุว่า ความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะช่วยทำให้สามารถคาดการณ์เงินเฟ้อได้ และรัฐบาลไม่ควรทรกแซงนโยบายการเงินมากเกินไป แม้ว่าการจำกัดการลดภาษีให้ครอบคลุมเฉพาะสินค้าจำเป็น และกำหนดให้เป็นมาตรการชั่วคราว จะช่วยควบคุมต้นทุนทางการคลังได้ ญี่ปุ่นยังคงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังอย่างรอบคอบเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพันธบัตร
โดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่เพิ่งได้รับชัยชนะการเลือกตั้งไปอย่างถล่มถลาย ให้คำมั่นว่า จะระงับการจัดเก็บภาษีการบริโภคอัตรา 8% สำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี และที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ยุติโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในปี 2024 และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง รวมถึงในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีที่ 0.75% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นนั้นสูงเกินเป้าหมาย 2% มาเกือบ 4 ปี
IMF ระบุด้วยว่า ระดับหนี้ที่สูงและต่อเนื่อง ประกอบกับฐานะการคลังที่ถดถอยลง ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญความเสี่ยงจากแรงกระแทกหลากหลายรูปแบบ ภาระดอกเบี้ยจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงปี 2025 ถึง 2031 เนื่องจากหนี้ถูกนำมาหมุนเวียนใหม่ที่อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น ในขณะที่ธนาคารญี่ปุ่น ทยอยลดการเข้าซื้อพันธบัตรและปรับลดขนาดงบดุล
อีกทั้ง ญี่ปุ่นจำเป็นต้องติดตามสภาพคล่องในตลาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์จากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ หากความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นบั่นทอนการคล่องตัวด้านการเงิน ธนาคารกลางควรเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการแทรกแซงแบบเจาะจงเป็นกรณีพิเศษ เช่น การเข้าซื้อพันธบัตรฉุกเฉิน

