มติ 6:3 ศาลสูงสุดมะกันตัดสินภาษีทรัมป์ขัดกม.ธุรกิจเฮจ่อยื่นขอเงินคืน ทรัมป์ วีโต้งัด ม.122 รีด 10% ทั่วโลกอีก
สำนักข่าวรอยเตอร์และบีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐอ่านคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกจัดเก็บแก่คู่ค้าทั่วโลก ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน ทั้งที่สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษี ขณะที่กฎหมาย IEEPA อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐควบคุมการค้าในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ใช้กฎหมายนี้ในการกำหนดภาษีศุลกากร
ในการอ่านคำวินิจฉัยล่าสุด ศาลสูงสุดของสหรัฐ นำโดย จอห์น โรเบิร์ต ผู้พิพากษาสูงสุด มีมติ 6 ต่อ 3 ในการยึดตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินหน้าที่ ด้วยการเรียกเก็บภาษีโดยใช้กฎหมายที่สงวนไว้ให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินของประเทศเท่านั้น และกฎหมายดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากร
คำตัดสินดังกล่าวจากศาลสูงสุดสหรัฐถือเป็นการยกเลิกมาตรการที่ทรัมป์ใช้เป็นข้อต่อรองในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจ ซึ่งการประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแก่คู่ค้าทั่วโลกของสหรัฐทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินและเศรษฐกิจของโลก
รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่คู่ค้า ต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคมปีที่แล้ว แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจำนวนเงินที่สหรัฐได้จากการจัดเก็บภาษีโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act อาจมากถึง 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสหรัฐอาจต้องคืนเงิน ดังกล่าว หลังศาลสูงสุดตัดสินให้นโยบายภาษีของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่บีบีซีอ้างข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า สหรัฐได้จัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรภายใต้กฎหมาย IEEPA แล้ว อย่างน้อย 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดว่า หากไม่มีนโยบายภาษี ทุกคนคงล้มละลาย พร้อมกับยืนยันว่า มีสิทธิในการกำหนดภาษีเพราะเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขา รู้สึกอับอายอย่างยิ่งต่อผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรครีพับลิกันซึ่งลงมติคัดค้านนโยบายการค้าของทรัมป์ และกล่าวโจมตีผู้พิพากษาทำตัวโง่เขลา เป็นลูกไล่ และไม่รักชาติ
ต่อมา ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าได้ลงนามมาตรการภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายการค้าที่รู้จักกันในชื่อ มาตรา 122 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากรัฐสภา สำหรับภาษีใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เวลา 00.01 น. ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
ข่าวแจ้งว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของภาคธุรกิจและรัฐต่างๆ ของสหรัฐ ที่ได้ยื่นฟ้องคัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์ ซึ่งจะเปิดทางให้มีความเป็นไปได้ในการขอคืนเงินภาษีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งทรัมป์ได้กล่าวว่า การคืนเงินจะไม่เกิดขึ้นโดยง่ายและต้องผ่านการต่อสู้ทางกฎหมายประเด็นนี้จะอยู่ในกระบวนการศาลไปอีกหลายปี
ด้านนายนิค โฮล์ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Terry Precision Cycling ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจขนาดเล็กที่มีส่วนเกี่ยวข้องในยื่นฟ้องในคดีนี้ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลครั้งนี้เป็นความโล่งอก แม้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าห่วงโซ่อุปทานของทางบริษัทจะกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ แต่เราก็ตั้งตารอให้รัฐบาลคืนเงินภาษีที่ถูกจัดเก็บอย่างไม่ถูกต้องเหล่านี้
ขณะที่ เคนท์ สเมตเทอร์ส ผู้อำนวยการของ Penn-Wharton Budget Model กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ศาลสูงสุดไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงเกี่ยวกับภาษีมูลค่า 175,000 ล้านดอลลาร์ ที่อาจต้องคืน แต่คำวินิจฉัยในวันนี้ เปิดทางอย่างชัดเจนให้สามารถเรียกร้องเงินคืนเหล่านั้นได้ และว่า บริษัทส่วนใหญ่น่าจะยื่นขอคืนเงิน และท้ายที่สุด เงินดังกล่าวก็จะถูกจ่ายโดยกระทรวงการคลังสหรัฐ
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นขานรับข่าวนี้ทันทีในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ โดยดัชนีหุ้น S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.57% อยู่ที่ 6,901.01 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.85% อยู่ที่ 22,875.54 จุด และดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 0.27% อยู่ที่ 49,528.63 จุด ด้านตลาดหุ้นยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยดัชนีหุ้นทั่วโลกของ MSCI ปรับขึ้น 5.73 จุด หรือ 0.55% ปิดที่ 1,052.94 จุด ดัชนี STOXX 600 ทั่วยุโรปปรับตัวขึ้น 0.84% ขณะที่ดัชนี FTSEurofirst 300 ซึ่งครอบคลุมหุ้นยุโรปในวงกว้าง เพิ่มขึ้น 20.96 จุด หรือ 0.84% ส่วนดัชนีเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของ MSCI ปิดบวก 0.18% ที่ 802.69
ส่วนความต้องการทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น สำหรับราคาทองคำในตลาดสปอตปรับขึ้น1.92% สู่ระดับ 5,095.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปรับขึ้น 1.91% สู่ระดับ 5,071.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์

