ซัดกันนัว! มะกันถล่มอิหร่านแล้วกว่าพันจุด ทรัมป์ชี้อาจโจมตี 4 สัปดาห์ เตหะรานตอบโต้ไม่พัก
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CUC) กล่าวเมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่า กองทัพสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐคาดว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านอาจยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับเดลีเมล์ว่า การโจมตีอาจดำเนินต่อไปนานถึง 4 สัปดาห์
“มันเป็นกระบวนการที่คาดว่าจะใช้เวลา 4 สัปดาห์มาแต่แรก เราประเมินไว้ว่าจะใช้เวลาราวสี่สัปดาห์หรือประมาณนั้น แม้อิหร่านจะมีความแข็งแกร่ง และเป็นประเทศใหญ่ ดังนั้นต้องใช้เวลาสี่สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่านั้น” ทรัมป์กล่าว
อิสราเอลซึ่งให้คำมั่นว่าจะโจมตีอย่างต่อเนื่องระบุว่าได้เพิ่มการโจมตี โดยมีการส่งเครื่องบินขับไล่ 100 ลำ โจมตีเป้าหมายในเตหะรานพร้อมกัน พลตรี เอฟฟี เดฟริน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เป้าหมายของการโจมตียังรวมถึงอาคารของกองทัพอากาศอิหร่าน กองบัญชาการขีปนาวุธ และกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงเมื่อเดือนมกราคม
ด้านกองทัพสหรัฐระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ได้โจมตีฐานขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านด้วยระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ได้มีการจมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ ขณะที่สำนักงานใหญ่กองทัพเรืออิหร่านถูกทำลายไปมากด้วยเช่นกัน
ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ยังคงหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ และเรียกร้องให้เน้นการเจรจาการทูต แต่สัญญาณที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งอาจดึงประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องปรากฏชัด เมื่ออังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า พวกเขาพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐเพื่อช่วยหยุดการโจมตีของอิหร่าน เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อังกฤษจะอนุญาตให้สหรัฐใช้ฐานทัพของอังกฤษเพื่อโจมตีฐานขีปนาวุธอิหร่าน เพราะอังกฤษมีฐานทัพใกล้พื้นที่ดังกล่าวบนเกาะไซปรัสและหมู่เกาะชากอสในมหาสมุทรอินเดีย
การโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 8 เดือนที่สหรัฐและอิสราเอลปฏิบัติการร่วมกันต่อต้านอิหร่าน ในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว การโจมตีของทั้งสองประเทศได้ทำให้อิหร่านสูญเสียขีดความสามารถด้านป้องกันทางอากาศ สูญเสียผู้นำทหาร และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ในอ่าวเปอร์เซีย การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านขยายวงกว้างไปไกลกว่าเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอล ดึงหลายเมืองที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในภูมิภาคเข้าสู่ความขัดแย้ง รัฐมนตรีต่างประเทศของกาตาร์,ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต, โอมาน และบาห์เรน แถลงร่วมกันว่า ประเทศของพวกเขายังคงมีสิทธิทางกฎหมายในการตอบโต้และป้องกันตนเอง หลังการโจมตีของอิหร่านถล่มโรงแรม สนามบิน และสถานที่อื่นๆ ในหลายเมืองทั่วรัฐอ่าวอาหรับ
ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า สามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้เกือบทั้งหมด แต่บางส่วนยังหลุดรอดหรือร่วงลงเป็นเศษซาก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บอีกหลายราย และสร้างความเสียหายอย่างหนัก ส่วนบาห์เรนและคูเวตระบุว่า การโจมตีของอิหร่านในประเทศของตนพุ่งเป้าไปยังพื้นที่พลเรือน
ล่าสุดในวันที่ 2 มีนาคม คูเวตระบุว่า สามารถสกัดโดรนที่ถูกส่งเข้ามาโจมตีได้เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน เสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นทั่วเมือง และมีรายงานกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นในบริเวณสถานทูตสหรัฐประจำคูเวต ผู้อำนวยการหน่วยงานป้องกันพลเรือนคูเวตกล่าวกับสื่อของรัฐว่า ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหลังจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตสกัดกั้นโดรนส่วนใหญ่ใกล้กับย่านรูไมธิยาและซัลวา
ขณะเดียวกันมีรายงานเสียงดังระเบิดขึ้นหลายครั้งในนครดูไบและกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ สงครามยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนและพื้นที่เชิงพาณิชย์หลายแห่งในเมืองต่างๆ ทั่วอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ผลกระทบของความขัดแย้งขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศที่เป็นศูนย์กลางการบินและการค้าที่สำคัญของภูมิภาค

