หน้าแรก ต่างประเทศ กต.เตือนคนไทย...

กต.เตือนคนไทยในเลบานอนอพยพให้เร็วที่สุด เผยในบาห์เรนขอกลับ 917 คน

5.03.26 | 20:53 น.

กต. เตือนคนไทยในเลบานอนอพยพให้เร็วที่สุด เผยในบาห์เรนขอกลับ 917 คน

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง ณ กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ประการแรกคือพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ยังคงอ่อนไหว โดยสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านยังไม่หยุดการโจมตีซึ่งกันและกัน การปะทะยังคงส่งผลกระทบไปยังประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะเลบานอนซึ่งถูกโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุต ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และผู้พลัดถิ่นไม่ต่ำกว่า 65,000 คน

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้พี่น้องชาวไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุดและขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่ รวมถึงช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบ

ประเด็นที่สองเป็นความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือ ในอิหร่านมีคนไทยลงทะเบียนอพยพแล้ว 117 คน รอบแรกวันที่ 7 มี.ค. จะมีคนไทยเดินทางออกมาก่อน 68 คน รอบที่สองในวันที่ 10 มี.ค. จำนวน 49 คน เนื่องจากมีบางส่วนยังอยู่ระหว่างการจัดทำวีซ่าขาออก กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยในอิหร่านที่ต้องการเดินทางกลับเพิ่มเติมรีบติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โดยทันทีเพื่อจะได้ประสานงานด้านเอกสารกับหน่วยงานต่างๆ ได้ทันท่วงที นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลได้เดินทางไปยังตุรกีแล้วเพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพคนไทยจากอิหร่านที่จะข้ามแดนมายังตุรกีเพื่อต่อเครื่องบินกลับไทย

ประเทศเลบานอนปัจจุบันมีคนไทยในพื้นที่ทั้งสิ้น 181 คน โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ซึ่งรับผิดชอบดูแลคนไทยในเลบานอนได้ออกประกาศขอให้คนไทยออกจากเลบานอนโดยเร็วที่สุดในขณะที่เครื่องบินพานิชย์ยังเปิดให้บริการ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภัย ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงขอให้ติดตามข่าวสารจากสถานทูตอย่างใกล้ชิดต่อไป

Advertisement

ขณะที่บาห์เรนมีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการกลับไทย 917 คน โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมาสถานเอกอัครราชทูตนำคนไทยกลุ่มแรก 9 คนข้ามไปยังเมืองดัมมาม ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับมายังประเทศไทยแล้ว และจะมีคนไทยอีก 3-4 กลุ่มในช่วง 2-3 วันข้างหน้าที่จะเดินทางกลับไทย ทางกระทรวงสั่งการให้เปิดศูนย์ที่เมืองดัมมามเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่จะข้ามแดนมาจากบาห์เรนและประเทศอื่นๆ เพื่อต่อเครื่องบินกลับไทยในอนาคต สำหรับคูเวตและกาตาร์นั้นน่านฟ้ายังปิดอยู่ สถานเอกอัครราชทูตยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อหาเส้นทางหากต้องมีการอพยพต่อไป ในส่วนของประเทศอื่นๆ ในพื้นที่สถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ได้อำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยที่ประสงค์กลับประเทศและเร่งรัดกระบวนการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุดนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความไม่สบายใจและมีความกังวลเพราะสถานการณ์ยังคงเปราะบาง การดำเนินการใดๆ ของไทยต้องมีควมสมดุลกับสถานการณ์ ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของไทยเป็นสำคัญซึ่งก็คือความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย ในห้วงเวลาที่มีความท้าทายเช่นนี้ทุกฝ่ายจากทุกวงการโดยเฉพาะผู้ที่สันทัดด้านการต่างประเทศควรเข้าใจว่าทุกคนสามารถวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง

นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าปัจจุบันมีแรงงานไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาตะวันออกกลางซึ่งผ่านการอนุญาตและผ่านรับแจ้งการไปทำงานของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จำนวน 61,396 คน หลังเกิดสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการดังนี้

1.จัดตั้งวอร์รูม จัดตั้งเป็นศูนย์ช่วยเหลือและประสานงาน ณ กระทรวงแรงงาน โดยมีปลัดกระทรวงปรงงานเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ รับเรื่อง และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

2.มีการชะลอจัดส่งแรงงานไทยไปทำงาน โดยเฉพาะอิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงเป็นการชั่วคราว

3.ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชัน SMART TOEA เพื่อประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยเปิดใช้แอปพลิเคชันซึ่งระบบดังกล่าวจะบันทึกพิกัดของแรงงานเพื่อให้กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัครราชทูตไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมทั้งใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ

4.ลงพื้นที่ดูแลแรงงานครอบครัวไทย เนื่องจากแรงงานบางส่วนยังไม่ได้อัปเดตแอปพลิเคชั่นจึงไม่สามารถทราบพิกัดได้ กระทรวงแรงงานจึงมอบหมายให้หน่วยงานแรงงานประจำจังหวัดและในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศลงพื้นที่ลงเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยที่อยู่ในตะวันออกกลางเพื่อสร้างการรับรู้ ให้กำลังใจ และประชาสัมพันธ์ให้ครอบครัวแจ้งไปยังแรงงานให้เปิดใช้แอปพลิเคชันดังกล่าว

5.แจ้งช่องทางการติดต่อในส่วนสถานทูตโดยประชาสัมพันธ์ผ่านสำนักงานแรงงานในแต่ละประเทศเพื่อให้ลงทะเบียนและปฏิบัติตามคำแนะนำ 6.กระทรวงแรงงานจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่กรณีมีความจำเป็นต้องอพยพแรงงานไทยกลับประเทศ

สำหรับการดูแลแรงงานไทยในตะวันออกกลางกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทย 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และสำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานทูตอย่างใกล้ชิดเพื่อประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทย

ด้านนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงภาพรวมการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุนอย่างแท้จริง จากการประเมินสถานการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนที่จะปรับราคา สินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ และระบบการกระจายสินค้ายังเป็นไปตามปกติ ในส่วนของการลงพื้นที่สำรวจสภาวะทางตลาดร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ โดยทุกละจังหวัดนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการดำเนินการอย่างเข้มงวดตาม 3 มาตรการที่สำคัญ ได้แก่ 1.กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงาน 2.สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อลดความตระหนก รวมถึงยืนยันว่าสินค้ายังมีเพียงพอซึ่งข้อนี้สำคัญมาก 3.กำกับหน่วยงานราชการในจังหวัดให้ดำเนินงานตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยยังเปิดช่องทางศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดและอำเภอเพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนควบคู่ไปกับการรับแจ้งของกระทรวงพาณิชย์ ผลจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นพบว่าปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าโดยรวมยังปกติ สินค้ามีเพียงพอ ยังไม่พบการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ต่างประเทศ การปรับขึ้นหรือลงของสินค้าในปัจจุบันเป็นไปตามกลไกของอุปสงค์อุปทาน ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์มีการยกระดับการดูแลราคาสินค้าและพฤติกรรมทางการค้าโดยมีการส่งชุดสายตรวจเฉพาะกิจไปตรวจสอบทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าปลีกค้าส่ง รวมถึงร้านค้าทั่วไป หากพบการกระทำผิด อาทิ ปับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลด้านราคาที่แท้จริง การกักตุนสินค้า การปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร และการสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือตื่นตระหนก กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการผ่อนผันซึ่งโทษผู้กระทำผิดจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเปิดให้ประชาชนร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกประเด็นที่สำคัญคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางหากยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์ได้คำนึงผู้ประกอบการและตั้งคณะทำงานติดตามผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าร่วมกับภาคเอกชนและสมาคมการค้าต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันต่อคาขนส่ง ต้นทุนการผลิต วัตถุดิบ ปิโตรเคมี ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ โดยจะติดตามเป็นรายหมวดสินค้าเพื่อประเมินว่าต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อราคาสินค้าในระดับใด และกำหนดแนวทางให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง มาตรการสุดท้ายที่ทำร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนซึ่งกระทรวงพาณิช์ได้มีการประชุมกับห้างค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ทุกห้างยืนยันร่วมมือกับกระทรวงในการบริหารจัดการสินค้าให้เพียงพอ ไม่มีการขึ้นราคา และเพิ่มความถี่ในการจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพานิชย์ขอยืนยันว่าจะใช้ทุกกลไกทางด้านกฎหมาย การบริหารจัดการ และการบูรณาการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า ดูแลค่าครองชีพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน