หน้าแรก ต่างประเทศ กต.ต้อนรับ 23...

กต.ต้อนรับ 23 คนไทย ขอกลับจากอิหร่าน ยินดีเดินทางปลอดภัย เตรียมอพยพอีกกลุ่ม 69 คน

10.03.26 | 11:30 น.

กต.ต้อนรับ 23 คนไทย ขอกลับจากอิหร่าน ยินดีเดินทางปลอดภัย เตรียมอพยพอีกกลุ่ม 69 คน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้การต้อนรับคนไทย 23 ราย ที่อพยพออกจากอิหร่านและเดินทางผ่านตุรกีพร้อมกับกลุ่มที่เดินทางกลับเมื่อวานนี้ (9 มีนาคม) และกลับถึงประเทศไทยแล้ว

ในโอกาสนี้ นายวิชาวัฒน์แสดงความยินดีที่ทุกคนเดินทางปลอดภัย พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง ทั้งยังแจ้งเพิ่มเติมว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการอพยพคนไทยอีกหนึ่งกลุ่ม ประมาณ 69 คน ออกจากอิหร่าน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของคนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะคนไทยดังกล่าวเดินทางด้วยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบิน TK 64 จากท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศตุรกี มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 08.20 น. โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่ออที่อิหร่าน

นายวิชาวัฒน์เปิดเผยว่า ขณะนี้มีคนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิหร่านและเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วรวม 52 คน โดยทยอยเดินทางกลับมา 2 เที่ยวบิน คือเที่ยวบินเมื่อวานนี้ 29 คน และเที่ยวบินวันนี้อีก 23 คน ซึ่งทุกคนส่วนใหญ่มีสภาพจิตใจที่ดี แม้ว่าจะมีอาการอ่อนล้าจากการเดินทาง เนื่องจากต้องเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะทางไกลจากกรุงเตหะรานไปยังประเทศตุรกี แต่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

Advertisement

ทั้งนี้ ระหว่างการเดินทางกลับ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด ผ่านทั้งกรมการกงสุล กรมภูมิภาค รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศตะวันออกกลางและที่กรุงเตหะราน เพื่อให้การเดินทางของคนไทยเป็นไปอย่างปลอดภัย

นายวิชาวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีคนไทยอีกประมาณ 69 คน ที่เตรียมเดินทางออกจากประเทศอิหร่านในลักษณะเดียวกัน โดยจะเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเตหะราน ไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี ก่อนจะต่อเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย

กต.ได้ประสานงานกับรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา เพื่อแจ้งเส้นทางการเดินทางของคณะคนไทย และขอความร่วมมือในการอำนวยความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

ขณะเดียวกัน ยังมีคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศอิหร่านอีกอย่างน้อย 130 คน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยยังคงติดต่อดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งชักชวนให้เดินทางออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเดินทางกลับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ ในประเทศอื่นของภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ก็มีคนไทยบางส่วนแสดงความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยเช่นกัน บางประเทศยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการตามปกติ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในภูมิภาคได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

นายวิชาวัฒน์ยอมรับว่า สถานการณ์ในประเทศอิหร่านยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ความรุนแรงจะลดลงจากช่วงแรก แต่ยังมีการโจมตีเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ส่งผลให้สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และคาดว่าสถานการณ์อาจยังไม่ยุติลงในระยะเวลาอันใกล้

ด้านนายอาดิล นักศึกษาไทยในประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า นักศึกษาไทยรู้สึกขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความช่วยเหลือและประสานงานตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์โจมตี ทำให้รู้สึกอุ่นใจที่คนไทยได้ช่วยเหลือกัน การเดินทางจากกรุงเตหะรานไปยังประเทศตุรกีมีความลำบากพอสมควร เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล และต้องใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับคำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตไทยให้ลงไปหลบภัยในชั้นใต้ดิน เนื่องจากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น

นายอาดิลกล่าวว่า มหาวิทยาลัยในอิหร่านได้ประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่นักศึกษาต่างชาติจากหลายประเทศก็ทยอยเดินทางกลับประเทศของตนเช่นกัน ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้รุนแรงตามที่ปรากฏในข่าวทั้งหมด เนื่องจากการโจมตีเกิดขึ้นเพียงบางจุด โดยเฉพาะบริเวณสถานที่ราชการ เบื้องต้นตนยังไม่มีข้อมูลว่ามีคนไทยในอิหร่านที่ไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย แต่จากการสอบถามส่วนใหญ่ต้องการเดินทางกลับ รวมถึงเพื่อนของตนที่จะเดินทางกลับในกลุ่มถัดไปจำนวน 69 คน

นายอาดิลกล่าวทิ้งท้ายว่า การปกป้องประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปกป้องอธิปไตยก็สำคัญกว่า ซึ่งขณะนี้ชาวอิหร่านกำลังทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศตนเอง

ขณะที่ น.ส.ญาเซมัญ อายุ 28 ปี คนไทยที่เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวในประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก แต่มีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอิหร่าน จึงตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมญาติ โดยเดินทางไปอยู่ที่อิหร่านได้ประมาณ 10 วันก็เกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้น ยอมรับว่ารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก และกลัวว่าจะเสียชีวิต เนื่องจากในชีวิตไม่เคยเผชิญสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน บางครั้งมีระเบิดตกลงใกล้บ้านจนบ้านสั่นสะเทือน ทำให้ไม่รู้ว่าเมื่อใดระเบิดจะตกลงมาในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่

น.ส.ญาเซมัญเผยว่า แม้ว่าระเบิดส่วนใหญ่จะตกลงในพื้นที่สถานที่ราชการ แต่คนในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในอิหร่านซึ่งเคยเผชิญเหตุลักษณะนี้มาก่อนก็ยังมีความกังวล เนื่องจากในอิหร่านไม่มีหลุมหลบภัยใต้ดินเหมือนบางประเทศ อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ

น.ส.ญาเซมัญกล่าวด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้า โดยในช่วงเกิดเหตุมีการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถโทรศัพท์ออกนอกประเทศได้ แต่ยังสามารถโทรศัพท์ภายในประเทศได้ จึงสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยได้

น.ส.ญาเซมัญระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่ตนประสบคาดว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าวอยู่บ้านเพียงลำพัง และมีระเบิดตกลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน จนทำให้บ้านสั่นสะเทือน ในเวลานั้นไม่สามารถมั่นใจได้ว่าพื้นที่จะมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ แม้จะมีคนพยายามบอกให้คลายความกังวลก็ตาม ทั้งนี้ ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น และมารับรู้พร้อมกันเมื่อมีการโจมตีจากประเทศอิสราเอล

ด้านนายอะเดล ชาวอิหร่านซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 35 ปี และได้รับสัญชาติไทยแล้ว เปิดเผยว่า ในช่วงเกิดเหตุการณ์ตนอยู่ต่างจังหวัด กระทั่งลูกสาวโทรศัพท์มาหาในเวลาประมาณ 01.30 น. แจ้งว่ามีระเบิดตกลงห่างจากบ้านเพียงประมาณ 500 เมตร แต่โชคดีที่ตัวบ้านไม่ได้รับความเสียหาย