หน้าแรก ต่างประเทศ รอยเตอร์เปิดเ...

รอยเตอร์เปิดเบื้องหลังทีมผู้ช่วย ‘ทรัมป์’ เสียงแตกสงครามอิหร่าน เชื่อราคาน้ำมันกดดันให้ต้องรีบจบสงคราม

13.03.26 | 15:37 น.
The White House/Social Media/Handout via REUTERS

รอยเตอร์เปิดเบื้องหลังทีมผู้ช่วย ‘ทรัมป์’ เสียงแตก ‘สงครามอิหร่าน’ เชื่อราคาน้ำมันกดดันให้ต้องรีบจบสงคราม

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้เผยแพร่รายงานพิเศษ เกี่ยวกับสงครามอิหร่าน ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และสร้างความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า การต่อสู้ที่ซับซ้อนภายในทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือทำเนียบขาว ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับทิศทางของสงครามอิหร่านเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่บรรดาผู้ช่วยต่างถกเถียงกันว่า สหรัฐอเมริกาควรจะประกาศชัยชนะเมื่อใด และอย่างไร ในขณะที่ความขัดแย้งได้เริ่มลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางแล้ว

รอยเตอร์ รายงานว่า จากการสัมภาษณ์ที่ปรึกษาของทรัมป์ และบุคคลอื่นๆที่ใกล้ชิดกับการพิจารณาเรื่องนี้ พบว่า เจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาบางคน ได้เตือนทรัมป์ว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อาจกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองที่ทรัมป์จะต้องจ่าย จากการที่สหรัฐและอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน ในขณะที่กลุ่มสายเหยี่ยวบางส่วน กำลังกดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เดินหน้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามต่อไป

ทั้งนี้ ข้อสังเกตของคนเหล่านี้ที่ให้แก่รอยเตอร์ ได้ทำให้เห็นภาพที่ไม่เคยมีการรายงานมาก่อน เกี่ยวกับการตัดสินใจของทำเนียบขาว ขณะที่กำลังปรับแนวทางการต่อปฏิบัติการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ นับตั้งแต่สงครามอิรัก เมื่อปี 2003

การเปลี่ยนท่าทีและมุมมองภายในที่หลากหลาย

การวางแผนเบื้องหลังเหล้านี้ ตอกย้ำถึงความเสี่ยงสูง ที่ทรัมป์กำลังเผชิญ หลังกลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงทางทหารที่ “โง่เขลา” แต่ขณะนี้ ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ทรัมป์ได้พาประเทศเข้าสู่สงครามที่สั่นคลอนตลาดการเงินโลก และทำให้การค้าน้ำมันระหว่างประเทศหยุดชะงัก

การช่วงชิงโอกาสเพื่อให้ได้เข้าถึงหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของทรัมป์นั้น ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในรัฐบาลของเขา แต่ในครั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ตามมา คือความเป็นความตาย ระหว่างสงครามและสันติภาพ ในภูมิภาคที่เปราะบางและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Advertisement

ทั้งนี้ ในช่วงแรกที่ประกาศเริ่มสงคราม เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทรัมป์ได้ตั้งเป้าหมายอย่างกว้างและครอบคลุม แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์เองเริ่มมีการปรับโทนคำพูด โดยเน้นว่าสงครามครั้งนี้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารแบบจำกัดขอบเขต และเชื่อว่า เป้าหมายส่วนใหญ่ได้บรรลุแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อความและท่าทีของทรัมป์ ก็ยังคงไม่ชัดเจนสำหรับหลายฝ่าย รวมถึงตลาดพลังงานที่มีความผันผวนอย่างมากต่อคำกล่าวของทรัมป์ที่เปลี่ยนไป

โดยเมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวในการปราศรัยลักษณะหาเสียงที่รัฐเคนทักกีว่า “เราชนะสงครามแล้ว” แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์ก็เปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน โดยบอกว่า “เราไม่ต้องการถอนตัวเร็วเกินไป ใช่ไหม? เราต้องทำภารกิจให้เสร็จก่อน”

จากการเปิดเผยของที่ปรึกษาและบุคคลที่ใกล้ชิดกับการพิจารณาอีก 2 คน ซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน เนื่องจากเป็นการหารือภายใน บอกกับรอยเตอร์ว่า ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งจากกระทรวงคลัง และสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้เตือนทรัมป์แล้วว่า หากเกิดภาวะช็อกจากราคาน้ำมัน และราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้กระแสสนับสนุนสงครามภายในประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ปรึกษาฝ่ายการเมือง อย่าง ซูซี ไลล์ส และเจมส์ แบลร์ รองหัวหน้าคณะทำงาน ต่างก็หยิบยกประเด็นเดียวกันขึ้นมาหารือ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางการเมืองที่จะตามมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทรัมป์ จำกัดความหมายของคำว่า “ชัยชนะ” ให้แคบลง และส่งสัญญาณว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ จะมีขอบเขตที่จำกัด และใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

ในทางกลับกัน แหล่งข่าวระบุว่า กลุ่มแนวคิดสายเหยี่ยว ยังคงพยายามผลักดันให้ทรัมป์ใช้กำลังทหารกดดันอิหร่านต่อไป รวมถึงสมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกัน อย่าง ส.ว.ลินด์เซย์ เกรแฮม และทอม คอตตอน รวมถึงนักวิจารณ์สื่อ อย่าง มาร์ค เลวิน โดยคนกลุ่มนี้ โต้แย้งว่า สหรัฐยังจำเป็นที่จะต้องขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และต้องตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการโจมตีกองกำลังสหรัฐ รวมถึงการคุกคามเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้า

ขณะที่แรงกดดันจากกลุ่มที่ 3 มาจากฐานเสียงแนวประชานิยมของทรัมป์ และบุคคลสำคัญอย่าง สตีฟ แบนนอน นักยุทธศาสตร์ รวมถึงพิธีกรโทรทัศน์ฝ่ายขวา อย่าง ทักเกอร์ คาร์ลสัน ที่ต่างพยายามกดดันทรัมป์และผู้ช่วยระดับสูง ให้หลีกเลี่ยงการถูกลากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอีกครั้ง

ที่ปรึกษาของทรัมป์ บอกว่า “เขากำลังทำให้สายเหยี่ยวเชื่อว่า ปฏิบัติการยังดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน ก็อยากให้ตลาดเชื่อว่า สงครามอาจจบลงในเร็ววัน และทำให้ฐานเสียงของเขาเชื่อว่า การขยายขอบเขตของสงครามนั้น จะมีอย่างจำกัด”

เมื่อถูกขอให้แสดงความคิดเห็น คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวได้ระบุในแถลงการณ์ว่า “เรื่องราวนี้มีพื้นฐานมาจากข่าวลือ และการคาดเดาของแหล่งข่าวที่ไม่ระบุตัวตน ซึ่งไม่ได้อยู่ในห้องประชุมร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์เลยด้วยซ้ำ”

“เป็นที่รู้กันดีว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้ฟังที่ดี และรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนย่อมรู้ดีกว่า เขาคือผู้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดและเป็นผู้ส่งสารที่ชัดเจนที่สุดด้วยตัวเขาเอง” และว่า ทีมงานทั้งหมดของประธานาธิบดีกำลังมุ่งมั่นเพื่อให้มั่นใจว่า วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการ “เอปิก ฟิวรี” จะบรรลุผลสำเร็จอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม บุคคลอื่นๆ ที่มีรายชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาในครั้งนี้ ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ทางรอยเตอร์สอบถามไปแต่อย่างใด

หาทางลง

รอยเตอร์ ระบุว่า ในการนำสหรัฐเข้าสู่สงคราม ทรัมป์ ได้ให้คำอธิบายเพียงเล็กน้อย และเป้าหมายของสงครามที่รัฐบาลประกาศไว้ มีตั้งแต่การขัดขวางการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นจากอิหร่าน ไปจนถึงการทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือแม้แต่การเปลี่ยนรัฐบาลของอิหร่าน

ขณะที่ทรัมป์พยายามหาทางออกจากความขัดแย้งที่ไม่เป็นที่นิยมในประเทศ โดยทรัมป์กำลังพยายามจัดการกับเรื่องราวที่ขัดแย้งกัน ซึ่งนักวิจารณ์บางคนบอกว่า ทำให้สถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยอิหร่านยังคงดื้อรั้น แม้จะถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนักจากสหรัฐ และอิสราเอล

ทั้งนี้ ที่ปรึกษาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ระดับสูง มีคำเตือนก่อนสงคราม เกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นที่ถูกละเลยเป็นส่วนใหญ่ ดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความพยายามของทรัมป์ในสัปดาห์นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดที่หวาดระแวง และควบคุมราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น

การที่ทรัมป์ เปลี่ยนท่าทีต่อสาธารณะ โดยลดความสำคัญของผลกระทบจากสงคราม โดยอธิบายว่าเป็นภารกิจระยะสั้น และการยืนยันขอทรัมป์ที่ว่า ราคาก๊าซจะสูงขึ้นเพียงชั่วคราว ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่การบรรเทาความกลัวเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบสิ้น

แหล่งข่าวระบุว่า ผู้ช่วยระดับสูงบางคน แนะนำให้ทรัมป์ทำงานเพื่อยุติความขัดแย้ง ในแบบที่เขาจะสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ชัยชนะ” อย่างน้อยก็ในด้านการทหาร แม้ว่าผู้นำอิหร่านส่วนใหญ่ จะรอดชีวิต รวมถึงซากโครงการนิวเคลียร์ที่การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ก็ตาม

การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล ได้สังหารผู้นำอิหร่านระดับสูงไปจำนวนหนึ่ง ในจำนวนผู้เสียชีวิตขณะนี้ทั้งหมดราว 2,000 คน ซึ่งบางส่วนเสียชีวิตในเลบานอน มีการทำลายคลังอาวุธขีปนาวุธ จมเรือรบ และลดทอนความสามารถในการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง แต่ความสำเร็จทางทหารเหล่านี้ ถูกบั่นทอนอย่างมากจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาจะตัดสินใจว่า จะยุติการโจมตีเมื่อใด โดยทรัมป์ และผู้ช่วยของเขา บอกว่า พวกเขาดำเนินการได้เร็วกว่าที่ทรัมป์ประกาศไว้ตอนแรกว่ากรอบเวลาที่ 4-6 สัปดาห์ซึ่งเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงไปจากความขัดแย้งเริ่มต้น ที่ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ ทำให้การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ยากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในส่วนของผู้ปกครองอิหร่าน พวกเขาจะอ้างชัยชนะ เพียงเพราะสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้และสร้างความเสียหายให้อิสราเอล สหรัฐ และพันธมิตรของสหรัฐ

การประเมินที่ผิดพลาดจากกรณีเวเนซุเอลา

รอยเตอร์ ระบุว่า ในท้ายที่สุดของสงคราม เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุด เส้นทางการขนส่งน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก ที่ปกติจะผ่านเส้นทางน้ำแคบๆนี้ได้ ต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่าน ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำอิรัก และเรือลำอื่นๆใกล้ช่องแคบ และผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ได้ให้คำมั่นว่า จะปิดช่องแคบนี้ต่อไป

หากการปิดกั้นเส้นทางน้ำของอิหร่าน ผลักดันราคาน้ำมันในสหรัฐในสูงขึ้นมากพอ ก็อาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ ให้ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อช่วยพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ซึ่งกำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากอันน้อยนิดในสภาคองเกรส ในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ ได้งดเว้นจากการผลักดันแนวคิดที่ว่า สงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน ตามรายงานของรอยเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ระบุว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ ระบุไว้ว่า ผู้นำของอิหร่านไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล่มสลายในเร็วๆนี้

อย่างน้อยความสับสนบางส่วนเกี่ยวกับทิศทางของสงคราม ดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากความสำเร็จทางทหารอย่างเร็วของสหรัฐ ในเวเนซุเอลา

แหล่งข่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ผู้ช่วยบางคนได้พยายามโน้มน้าวทรัมป์ว่า ปฏิบัติการในอิหร่าน ไม่น่าจะดำเนินไปในลักษณะเดียวกับการโจมตีเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่จับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร หลังจากปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลา ได้เปิดทางให้ทรัมป์ สามารถบีบบังคับอดีตผู้ภักดีต่อมาดูโร ให้มอบอำนาจในการควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา ให้แก่ทรัมป์ได้ โดยที่สหรัฐไม่ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเป็นเวลานาน

ในทางตรงกันข้าม อิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า มีอาวุธที่ดีกว่า และมีกลุ่มผู้นำทางศาสนาและกลุ่มความมั่นคงที่ฝังรากลึก

ผู้เชี่ยวชาญได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของที่ปรึกษาของทรัมป์ ที่ว่า อิหร่านใกล้จะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แม้ว่า ทรัมป์จะยืนยันว่า การทิ้งระเบิดของสหรัฐและอิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ได้ทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วก็ตาม และเชื่อกันว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงส่วนใหญ่ของอิหร่าน จะถูกฝังกลบไปแล้ว จากการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งหมายความว่า ยูเรเนียมดังกล่าวอาจสามารถนำกลับมาและทำให้บริสุทธิ์จนได้ระดับที่ใช้ผลิตระเบิดได้ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด

นักวิเคราะห์บางคน มองว่า หากสงครามยืดเยื้อออกไป จำนวนผู้เสียชีวิตของชาวอเมริกันจะเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางเศรษฐกิจจะทวีคูณ อาจทำให้ฐานเสียงสนับสนุนทางการเมืองของทรัมป์ลดลง

แต่แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุนบางส่วน ที่ต่อต้านการแทรกแซงทางทหาร สมาชิกของขบวนการ “Make America Great Again” หรือ MAGA ของทรัมป์ ก็ยังคงสนับสนุนทรัมป์เรื่องการโจมตีอิหร่านเป็นส่วนใหญ่ โดยนายฟอร์ด โอคอนเนลล์ นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกัน บอกว่า ฐานเสียงของ MAGA จะให้พื้นที่แก่ประธานาธิบดีในการดำเนินการ