ฝรั่งเศส-เกาหลีใต้ ตกลงทำงานร่วมกันเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ลดตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ตกลงที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยกันทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง และเพื่อผ่อนคลายสภาพเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในสภาวะไม่แน่นอนตอนนี้ อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
โดยการพบปะกันของผู้นำ 2 ประเทศ ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ มีขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาตำหนิชาติพันธมิตรว่า ไม่สนับสนุนสหรัฐและอิสราเอลในการทำสงครามกับอิหร่าน

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มาครงการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส เมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชีย โดยก่อนหน้านี้มาครงเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนญี่ปุ่น
ข่าวระบุว่า นายมาครง ได้แจ้งกับ ผู้นำเกาหลีใต้ ระหว่างการเริ่มต้นพูดคุยกันว่า ฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ สามารถมีบทบาทในการช่วยสร้างเสถียรภาพของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกอยู่ในอาการช็อก

โดยในการแถลงข่าวร่วมกันของผู้นำทั้งสองชาติ มาครงเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ ต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ในขณะที่นายอีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศ ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันเพื่อรักษาเส้นทางการเดินเรือที่ปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ผู้นำทั้งสองประเทศ ไม่ได้มีการตอบคำถาม และไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า พวกเขาจะช่วยกันเปิดช่องแคบอิหร่านและโอมานได้อย่างไร

โดยนายมาครงกล่าวว่า เราจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนในระดับนานาชาติ สำหรับกระบวนการบรรเทาวิกฤตและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และจำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง
นายอีกล่าวว่า เขาและนายมาครง ตกลงที่จะขยายความร่วมมือด้าน เทคโนโลยี พลังงาน และขอบเขตอื่นๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้และฝรั่งเศส ยังได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในด้านห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ การลงทุนร่วมกันในโครงการพลังงานลมในทะเลทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ และความร่วมมือในด้านแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเกาหลีใต้ได้ดำเนินการเพิ่มผลผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และนายอียังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้น โดยกล่าวว่า สงครามได้เปิดเผยให้เห็นถึงการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักของประเทศ

