หน้าแรก ต่างประเทศ โฟกัสโลกรอบสั...

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ทรัมป์กับสงครามอิหร่าน เมื่อคำพูดเป็นระเบิดย้อนกลับ

6.04.26 | 09:00 น.
REUTERS

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ทรัมป์กับสงครามอิหร่าน เมื่อคำพูดเป็นระเบิดย้อนกลับ

เข้าสู่เดือนที่สองของความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีและสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกหลายสิบคนพร้อมพร้ๆ เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้ความตึงเครียดลุกลามทั่วภูมิภาค และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ยังไม่ปรากฏสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งนี้จะคลี่คลายลงในเร็ววัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเปิดเดือนเมษายนด้วยคำประกาศกร้าวว่าสหรัฐใกล้บรรลุเป้าหมายทางทหารในอิหร่านทั้งหมดแล้ว และหากอิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไข จะมีการยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำมัน จนอิหร่านถดถอยกลับไปสู่ยุคหิน และไม่ได้เอ่ยถึงการบรรลุข้อตกลงเพื่อสันติภาพแต่อย่างใด

ท่าทีดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ภายใต้บริบทที่อิหร่านกำลังเผชิญภาวะสุญญากาศทางอำนาจจากการสูญเสียผู้นำระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเชิงตอบโต้ที่มีความเข้มข้นมากขึ้น การสังหารผู้นำสูงสุดทำให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี กลายเป็นสัญลักษณ์เกียรติภูมิแห่งชาติ เปรียบเสมือนการบั่นทอนศักดิ์ศรีของประเทศ

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้เป็นบุตรชายซึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 กล่าวในถ้อยแถลงต่อประชาชนชาวอิหร่านเป็นครั้งแรกว่า จะตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐและอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการโจมตีฐานทัพสหรัฐในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า “เราจะไม่ละทิ้งการล้างแค้นให้กับเลือดของเหล่าผู้พลีชีพ พลเมืองทุกคนที่ถูกศัตรูสังหารถือเป็นเหตุผลหนึ่งในการล้างแค้น” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล ไม่เพียงแต่ไม่สามารถผ่อนทำ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถผ่อนทำลายอิหร่านได้ แต่มันกลับกลายเป็นการสร้างแรงจูงใจทางอุดมการณ์ และส่งเสริมความชอบธรรมให้กับความสุดโต่ง

Advertisement

โมจตาบายังระบุว่า จะรักษาอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ผ่านการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ หากไม่สามารถรับมือได้ ก็จะถือเป็นความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ของอิหร่านทันที ล่าสุดนี้ อิหร่านเพิ่งยิงเครื่องบินรบ F-15 E ของสหรัฐตก แม้ว่าทรัมป์เคยกล่าวว่า ได้ทำลายความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศและควบคุมน่านฟ้าของอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ก็ยืนยันหลายครั้งว่าขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านถูกทำลายแล้ว แสดงให้เห็นว่าการประเมินของสหรัฐนั้นสูงเกินความเป็นจริง

อีกทั้ง การวิพากษ์วิจารณ์สนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) อย่างต่อเนื่องของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยอาการฟาดงวงฟาดงาเพราะไม่พอใจที่สมาชิกนาโตไม่รีบเข้ามาช่วยในสงครามที่ทรัมป์เริ่มเองโดยไม่ปรึกษาใคร รวมถึงการประกาศลดบทบาทความเป็นผู้นำและการมีส่วนร่วมของสหรัฐในนาโต ได้ส่งผลย้อนกลับ (backfire) ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก ในสงครามอิหร่านที่เกิดขึ้น ทรัมป์กล่าวว่าจะถอนตัวสหรัฐออกจากกรอบความร่วมมือ เนื่องจากไม่พอใจต่อการที่ชาติยุโรปไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐในสงครามอิหร่าน และเรียกนาโตว่าเป็นพวกขี้ขลาด เพราะไม่ส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้ท่าทีของสหรัฐก่อนเกิดสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นการประกาศความต้องการที่จะยึดกรีนแลนด์เป็นของตนเอง ก็ผลักดันให้นาโตต้องทบทวนความสัมพันธ์กับสหรัฐและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ชาติสมาชิกเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นประมาณร้อยละ 20 และเมื่อวันที่ 2 เมษายน สหราชอาณาจักรก็ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหารือกับประเทศต่างๆ จำนวน 35 ประเทศ เกี่ยวกับมาตรการร่วมกันเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และหยุดยั้งอิหร่านไม่ให้ยึดเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน หลังทรัมป์ระบุว่า ความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นต้องรับผิดชอบ

ภายในสหรัฐเอง การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามาภายใน 6 เดือน สงครามอิหร่านทำให้พรรครีพับลิกันต้องเตรียมรับแรงกระแทงทางการเมืองอย่างรุนแรง ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยการให้คำมั่นว่าจะลดค่าใช้จ่ายของรัฐและยุติสงคราม กลับกลายเป็นผู้นำที่ทำให้คนอเมริกันประสบกับช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นด้วยน้ำมือของทรัมป์เอง เรียกได้ว่าย้อนแย้งกับคำสัญญาอย่างที่สุด

เอกสารขออนุมัติงบประมาณที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 จำนวน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นมูลค่าที่สูงสุดในประวัติการณ์ นอกจากนั้น ฝ่ายบริหารยังเสนอให้ตัดงบประมาณกว่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในหลายหน่วยงานภายในประเทศ รวมถึงการยกเลิกโครงการสำคัญด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการศึกษา ซึ่งหลายโครงการให้บริการกลุ่มชนกลุ่มน้อยและผู้มีรายได้น้อย แสดงให้เห็นว่าสงครามอิหร่านทำให้ทรัมป์ต้องกัดลิ้นตัวเองจากที่เคยหาเสียงไว้ ที่บอกว่าจะให้ความสำคัญกับอเมริกามาเป็นลำดับแรก ส่งเสริมความอยู่ดีกินดี และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชน

บีบีซีรายงานว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปั๊มในสหรัฐพุ่งเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ยาฮู ไฟแนนซ์ระบุว่า สหรัฐเสียเงินค่าทำสงครามไปแล้ว 30,000-45,000 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลาแค่เพียงหนึ่งเดือนกว่าๆ เท่ากับว่าชาวอเมริกันทั้งประเทศสูญเสียรายได้ไป 2.5-3.8 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มพุ่งขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าต่างๆ อีกทั้ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านก็ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มมากขึ้น

ตามผลสำรวจของ AP-NORC ในเดือนมีนาคม ประมาณ 6 ใน 10 ของชาวสหรัฐที่เป็นผู้ใหญ่ กล่าวว่าการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านนั้นเกินกว่าเหตุ และมีความรู้สึกคัดค้าน หรือค่อนข้างคัดค้านการส่งสหรัฐเข้าไปต่อสู้ในอิหร่าน โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 10 ที่สนับสนุนการส่งกำลังทหาร พร้อมกันนี้ โพลของรอยเตอร์ชี้ว่าความนิยมของทรัมป์ลดลงถึงจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวเหลือเพียง 36% จาก 40% ในสัปดาห์เดียว

ทุกคำพูดของทรัมป์ ตั้งแต่การที่เคยหาเสียงไว้ว่า จะเลิกทำสงครามและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ไปจนถึงการโจมตีนาโต กลายเป็นตราบาป ทำลายความนิยมและความเชื่อมั่นต่อทรัมป์และต่อสหรัฐภายใต้การนำของเขาอย่างไม่อาจย้อนคืน