หน้าแรก ต่างประเทศ BRI กับชีพจรเ...

BRI กับชีพจรเศรษฐกิจโลก เมื่อการค้าไหลลื่นหรือหยุดชะงัก

7.04.26 | 08:05 น.
รูปจากไซน่าเดลี่

BRI กับชีพจรเศรษฐกิจโลก เมื่อการค้าไหลลื่นหรือหยุดชะงัก

การปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางการค้าทางทะเล และสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยวิกฤตดังกล่าวได้นำมาซึ่งปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงอย่างกระทันหัน ตลอดจนการชะงักงันของการขนส่งสินค้าหลายประเภทจากจำนวนเรือที่ลดลง

ล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนก็เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่กำลังร้อนระอุ ทำให้เกิดความกังวลว่าเส้นทางการเดินเรือที่ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดงจะเผชิญกับความผันผวน หลังจากที่เคยโจมตีเรือสินค้าเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มฮามาสในสงครามกาซามาแล้ว

เมื่อรวมกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากการเดินเรือบนเส้นทางน้ำสองแห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกสำหรับการค้าและการจัดหาพลังงานเป็นอัมพาต สามารถก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก นอกจากจะทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนแล้วนั้น บริษัทขนส่งทางเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่ ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีความอ่อนแออยู่แล้วจากลัทธิกีดกันทางการค้า และในหลายประเทศก็กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ภายใต้ความเปราะบางและความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัฐ การเสริมสร้างการเชื่อมต่อระดับสากลด้วยห่วงโซ่ที่อุปทานสามารถตอบสนองอุปสงค์ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศ เป็นแนวทางในส่งเสริมความมั่นคงและขีดความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) ของห่วงโซ่อุปทานโลก

Advertisement

ย้อนไปเมื่อปี 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เสนอ ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อก่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ประกอบไปด้วยเส้นทางสายไหมเศรษฐกิจทางบก และเส้นทางสายไหมเศรษฐกิจทางทะเล เปรียบเสมือนชุบชีวิตเส้นทางสายไหมที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ 2,000 ปีที่แล้วให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง

“ตลอดระยะเวลาหลายสหัสวรรษที่ผ่านมาบนเส้นทางสายไหมโบราณ ผู้คนจากหลายประเทศได้ร่วมกันจารึกเรื่องราวแห่งมิตรภาพ การแลกเปลี่ยนที่ยาวนานกว่า 2,000 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่นต่อความเป็นเอกภาพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน การเปิดกว้างและการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ประเทศต่างๆ แม้จะมีเชื้อชาติ ความเชื่อ วัฒนธรรมที่ต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” สีกล่าว

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงทางการค้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการพัฒนาด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้ จีนลงทุนและพัฒนาโครงการด้านถนน รถไฟ การบิน การขนส่งทางทะเล
และโลจิสติกส์ทั่วโลก รายงานการลงทุนโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนปี 2025 ระบุว่า ในปี 2025 การมีส่วนร่วมของข้อริเริ่ม BRI สูงสุดที่เคยมีมา มีมูลค่า 128,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 85,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสัดส่วนการมีส่วนร่วมของจีนผ่านโครงการก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 60% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

โครงการดังกล่าวยังคงเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลจีนในปีนี้ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวในประชุมสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคม ว่า สำหรับปี 2026 จีนจะส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่ม BRI ที่มีคุณภาพสูง โดยจะปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาให้สอดคล้องกับประเทศหุ้นส่วนอย่างแน่วแน่และรอบคอบมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบและการกำหนดมาตรฐาน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

นายหลี่ยังกล่าวว่า จะมีการปรับปรุงบริการรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับยุโรป รวมทั้งระหว่างจีนกับ
ภูมิภาคอื่นๆ ของเอเชีย และจะขับเคลื่อนความก้าวหน้าของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศสายใหม่ ทั้งทางบกและทางทะเล ผลักดันความร่วมมือด้านศุลกากรอัจฉริยะ รวมถึงจะขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในสาขาใหม่ๆ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศตามแนวหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน สำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแผน 5 ปี ปีที่ 15 ระบุอีกว่า เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพของข้อริเริ่ม BRI จะมีการส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติในด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ควบคู่ไปกับการริเริ่มความร่วมมือใหม่ในสาขาต่างๆ เช่น การพัฒนาสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล สุขภาพ การท่องเที่ยว และการเกษตร สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาในหลากหลายด้านที่สำคัญ ทั้งในด้านดั้งเดิม ตลอดจนสาขาใหม่ที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันและมีบทบาทสำคัญในอนาคต

มณฑลฝูเจี้ยน เป็นทำเลยุทธศาสตร์ของเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดทะเล และมีท่าเรือสำคัญอย่าง ท่าเรือเซี่ยเหมิน ที่ตั้งอยู่ในเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในฝูเจี้ยน และมี ศูนย์บริหาร Silk Road Maritime ที่ช่วยให้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและพื้นที่ทางทะเลเพื่อความปลอดภัยของการเดินเรือ บริการตู้คอนเทนเจอร์อัจฉริยะ ตลอดจนบริการการจอง

เมื่อปี 2024 องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) จัดให้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลกในดัชนีความเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ และในปี 2026 ตามข้อมูลจากเซี่ยเหมินอิงลิช ท่าเรือเซี่ยเหมินจะมุ่งเน้นการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะสถาปนาตนเองเป็นท่าเรือระหว่างประเทศระดับโลก และศูนย์กลางการเดินเรือระหว่างประเทศในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนในช่วงแผนฉบับที่ 15

นอกจากจะมีท่าเรือที่เชื่อมต่อทางทะเลแล้วนั้น ซินหัวรายงานว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยเหมิน เสียงอัน มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2026 ซึ่งจะสามารถรับรองผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ 7.5 แสนตันต่อปี รวมถึงการขึ้นบินและลงจอดของเครื่องบิน 3.8 แสนครั้งต่อปี

ฝูเจี้ยนยังเป็นที่ตั้งของ เมืองเฉวียนโจว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเลในช่วงราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน เมืองนี้เป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในโลก โดยมี สะพานลั่วหยาง เป็นจุดเชื่อมทางคมนาคม ซึ่งในอดีตผู้คนสมัยนั้นได้เพาะเลี้ยงหอยนางรมไว้ที่ฐานรากหินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างให้ทนต่อกระแสน้ำและการกัดเซาะ

เฉวียนโจวเป็นศูนย์กลางในการค้าขายสินค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของโลก โดยเฉพาะในด้านศาสนา มีการสร้างวัดทางพุทธศาสนาเพื่อภาวนาให้การเดินเรือปลอดภัย พิธีกรรมเต๋าปรากฏให้เห็นในประเพณีการเดินเรือ ทั้งยังมีโบสถ์คริสต์เตียน มัสยิดและสถาปัตยกรรมแบบฮินดูที่เข้ามาพร้อมกับพ่อค้าด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เฉวียนโจวยังเป็นประตูที่ส่งวัฒนธรรมฮกเกี้ยนสู่โลก ในด้านความสัมพันธ์ภาคประชาชน มณฑลฝูเจี้ยนเป็นบ้านของชาวจีนโพ้นทะเลมากกว่า 20% และฉันมิตรกับสถาบันต่างๆ จำนวน 137 แห่ง ใน 53 ประเทศ

นายจาง เยียน หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน ได้เน้นย้ำในห้องแถลงข่าวการประชุมการพัฒนาเส้นไหมดิจิทัลปี 2025 ถึงความพยายามของรัฐบาลท้องถิ่นในการกระชับความร่วมมือกับประเทศที่เข้าร่วมข้อริเริ่ม BRI โดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนของปี การลงทุนในต่างประเทศของฝูเจี้ยนในประเทศที่ร่วมโครงการ มีมูลค่ารวม 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 27 ของการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดของมณฑลในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับแผนพัฒนาฉบับที่ 15 ไซน่าเดลี่รายงานว่า นายโจว จู่อี้ เลขาธิการคณะกรรมการมณฑลฝูเจี้ยน กล่าวที่ประชุมสองสภาปีนี้ว่า ในช่วงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 เศรษฐกิจของมณฑลเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% และสำหรับแผนฉบับที่ 15 ฝูเจี้ยนจะขยายอุตสาหกรรมเกิดใหม่มูลค่า 1 แสนล้านหยวน รวมถึง AI และหุ่นยนต์ ชีวเภสัชภัณฑ์ การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวว่า จะสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจรที่ครอบคลุมการคมนาคม พลังงาน อุทกวิทยา ข้อมูลสารสนเทศและโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่

อีกทั้ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การค้าของมณฑลกับประเทศและภูมิภาคตามเส้นทางหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางมีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านหยวน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของฝูเจี้ยนในการเป็นช่องทางสำคัญสำหรับตลาดโลก และการค้าระหว่างประเทศ

เส้นทางการค้าเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก หากมีความคล่องตัว ก็จะสามารถหล่อเลี้ยงให้หัวใจทางเศรษฐกิจเต้นได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานก็เปรียบเสมือนลิ่มเลือดที่อุดตัน ซึ่งอาจทำให้หัวใจเศรษฐกิจโลกล้มเหลวได้