
เบ็ดเสร็จ! สภาเวียดนามลงมติเอกฉันท์ เลือก โต เลิม เลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์ นั่งควบปธน.
เมื่อวันที่ 7 เมษายน สมาชิกสภาแห่งชาติหรือรัฐสภาของเวียดนามลงมติเป็นเอกฉันท์รับรองให้ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน วัย 68 ปี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีวาระ 5 ปีอีกตำแหน่ง ส่งผลให้นายโต เลิม กลายเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเวียดนาม
รัฐสภาเวียดนามแถลงผ่านเว็บไซต์ว่า สมาชิกสภาทั้ง 495 คนที่เข้าร่วมการประชุมได้ลงมติเห็นชอบต่อการเสนอชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยมีสมาชิกสภา 5 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งการเสนอชื่อสำหรับตำแหน่งผู้นำระดับสูงของรัฐดังกล่าวได้ข้อสรุปแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
มติดังกล่าวส่งผลให้นายโต เลิม อดีตหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะ มีอำนาจบริหารประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในวาระ 5 ปี หลังจากเขาได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้รัฐสภาเวียดนามยังมีกำหนดที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันเดียวกันแทนที่นายฝั่ม มิญ จิ๊ญ ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งด้วย
จากนั้นนายโต เลิม ได้ทำการสาบานรับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยนายเลิมยังได้กล่าวกับสมาชิกรัฐสภาในการแถลงผ่านทางโทรทัศน์ว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เขาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งสอง พร้อมให้คำมั่นว่าจะสร้างรูปแบบการเติบโตใหม่โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทั้งยังจะให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ และว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของเขาคือการรักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ตลอดจนปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอำนาจในเวียดนามครั้งนี้ซึ่งเป็นที่คาดการณ์อย่างกว้างขวาง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบการปกครองแบบคณะผู้นำร่วมแบบดั้งเดิมของเวียดนาม มาเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ในบุคคลเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจทำให้ระบอบการปกครองแบบพรรคเดียวของเวียดนามมีแนวโน้มไปสู่ระบอบเผด็จการมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจช่วยให้การตัดสินใจทำได้รวดเร็วขึ้นเหมือนอย่างประเทศจีน
นายเลอ ฮง เฮียป นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน ISEAS Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การรวมอำนาจไว้ในมือของนายโต เลิม มากขึ้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการเมืองของเวียดนาม เช่น การเพิ่มขึ้นของลัทธิอำนาจเผด็จการ อย่างไรก็ตาม การรวบอำนาจไว้เช่นนี้อาจทำให้เวียดนามสามารถกำหนดและดำเนินนโยบายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของประเทศ
ด้านนายอเล็กซานเดอร์ วูวิง จากศูนย์เอเชียแปซิฟิกเพื่อความมั่นคงศึกษาในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การควบสองบทบาทนี้จะเปลี่ยนการเมืองภายในประเทศของเวียดนามไปสู่ภาวะปกติใหม่ ซึ่งสมมติฐานเดิมๆ เกี่ยวกับการเมืองของเวียดนาม รวมถึงผู้นำแบบรวมกลุ่ม จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ นายเลิมเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งสองมาก่อนเป็นระยะสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน หลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2024 และแม้หลังจากนายเลิมสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้ พล.อ.เลือง เกืองแล้ว แต่นายเลิมยังมักทำตัวราวกับว่าเขายังคงดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ โดยเดินทางไปทั่วประเทศและเป็นตัวแทนประเทศไปในการประชุมร่วมกับผู้นำของชาติต่างๆ
ในการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งแรก นายเลิมได้ริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อทำให้เวียดนามมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นซึ่งได้รับทั้งคำชมและเสียงวิจารณ์ นายเลิมยังให้คำมั่นว่าจะมุ่งนำประเทศสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยตัวเลข 2 หลัก ผ่านรูปแบบการพัฒนาที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำให้น้อยลงซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกมายาวนานและนำโดยบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ
