เปิดภาพ ด้านไกลของดวงจันทร์ จากลูกเรือ อาร์เทมิส2 เห็นโลกลับขอบฟ้า
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักบินอวกาศจากภารกิจ “อาร์เทมิส2” ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งภาพและข้อมูลอื่นๆ ขณะโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ กลับมายังโลก เป็นภาพขณะที่ยานอวกาศอยู่ด้านหลังของดวงจันทร์ และมองเห็นโลกมนุษย์ อยู่ด้านหลัง และค่อยๆลับขอบฟ้าดวงจันทร์ไป ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายไว้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน


โดยยานโอไรออน ในภารกิจอาร์เทมิส 2 ได้บินผ่านเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ด้านไกลโลก ในช่วงเช้ามืดวันที่ 7 เมษายน ตามเวลาในไทย อยู่เป็นเวลาเกือบ 7 ชั่วโมง ทำให้นักบินอวกาศทั้ง 4 คน ได้เห็นดวงจันทร์ในมุมที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน และยังได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์ ขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนมาบดบังดวงอาทิตย์ จนเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2026

ภารกิจครั้งนี้ ได้สร้างสถิติเป็นการเดินทางของมนุษย์ที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่พานักบินอวกาศออกไปโคจรระดับต่ำรอบโลก นับตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 17 ในปี 2515
รอยเตอร์ระบุว่า การเดินทางของนักบินอวกาศ 4 คน เพื่อไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลก ได้เห็นภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา ในอีกที่ดีอีกด้านหนึ่ง หลังจากสหรัฐถูกชาวโลกไม่พอใจทั้งเรื่องการตั้งกำแพงภาษี และสงครามที่ทำให้โลกเกิดวิกฤตพลังงาน
โดยภาพดวงจันทร์ที่นักบินอวกาศส่งมา เป็นภาพถ่ายคุณภาพสูง ที่ได้จากกล้อง “โกโปร” และภาพอื่นๆ จากนาซาของสหรัฐ ที่คัดสรรมาอย่างดี ที่ถ่ายไว้โดยนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน ที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญของภารกิจ อาร์เทมิส2 เอาไว้ที่กินเวลา 10 วัน อันเต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ โครงการอาร์เทมิส ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเป้าหมายที่จะส่งนักบินอวกาศกลับไปยังพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง ภายในปี 2028 ให้ได้ก่อนจีน และจะสร้างฐานที่มั่นระยะยาวของสหรัฐบนดวงจันทร์ในอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อเป็นรากฐานนำไปสู่การไปยังดาวอังคารในอนาคต
นอกเหนือจากการส่งภาพด้านไกลของดวงจันทร์กลับมายังโลกแล้ว นักบินอวกาศอาร์เทมิส2 ยังได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการติดต่อกับเพื่อนๆนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 370,000 กิโลเมตร ในขณะที่กำลังเดินทางจากดวงจันทร์กลับสู่โลก โดยนับเป็นการติดต่อสื่อสารทางวิทยุระหว่างยานอวกาศกับยานอวกาศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


