อิหร่านยัน จริงใจถกสันติภาพมะกัน กลับเจอปิดล้อมซ้ำ ซัดสหรัฐไม่เคยเรียนรู้
การเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งเกิดขึ้นหลังการประกาศหยุดยิงเมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน ถือเป็นการพบปะโดยตรงครั้งแรกระหว่างสหรัฐและอิหร่านในรอบกว่าทศวรรษ และเป็นการหารือระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 อย่างไรก็ดีการเจรจาดังกล่าวไม่อาจนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงถาวรระหว่างกันได้ ซึ่งไม่เกินความคาดหมายของผู้ที่เฝ้าดู เนื่องจากจุดยืนและเงื่อนไขในการหยุดยิงของสหรัฐและอิหร่านเป็นไปคนละทิศทาง
นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านได้เข้าร่วมการเจรจาด้วยความจริงใจ แต่กลับเผชิญกับการรุกคืบแบบสุดโต่ง การเปลี่ยนเงื่อนไขไปมา และการปิดล้อม ในขณะที่กำลังจะบรรลุ “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” แล้ว
“ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ความปรารถนาดีจะนำไปสู่ความปรารถนาดี ความเป็นศัตรูจะนำไปสู่ความเป็นศัตรู” อารักชีกล่าว ซึ่งแม้เขาจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ แต่ก็ทราบกันดีว่าเขาหมายถึงสหรัฐ
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวโทษสหรัฐว่าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เตหะรานได้ แม้ว่าทีมของเขาจะเสนอข้อริเริ่มที่สร้างสรรค์ซึ่งมองไปข้างหน้า”
ขณะที่นายมัสอูด เปเซชกียาน ประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งได้หารือเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวว่า เตหะรานต้องการข้อตกลงที่สมดุลและยุติธรรม
สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เปเซชกียานกล่าวกับปูตินว่า “หากสหรัฐอเมริกากลับเข้าสู่กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ การบรรลุข้อตกลงก็อยู่ไม่ไกล”
สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่าน ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐที่ “มากเกินไป” เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุข้อตกลง ขณะที่สื่ออิหร่านอื่นๆ ระบุว่า มีความเห็นพ้องกันในหลายประเด็น แต่ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้คือเรื่องช่องแคบฮอร์มุซและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
หลังการเจรจา เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของสหรัฐ กล่าวว่า “ข่าวร้ายคือเรายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ และผมคิดว่านั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับอิหร่านมากกว่าสำหรับสหรัฐอเมริกา”

