หน้าแรก ต่างประเทศ ทำอะไรก็ผิด! ...

ทำอะไรก็ผิด! สหรัฐฉะจีน กักตุนน้ำมัน ไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลน

15.04.26 | 09:57 น.

ทำอะไรก็ผิด! สหรัฐฉะจีน กักตุนน้ำมัน ไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ออกมาวิจารณ์ประเทศจีนว่าเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจไม่ได้ของโลกในช่วงสงครามอิหร่าน เพราะจีนมีการกักตุนน้ำมันและจำกัดการส่งออกสินค้าอื่นๆ แทนที่จะช่วยเหลือห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งทางอิหร่านมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญของโลก

เบสเซนต์เปิดเผยว่า ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนแล้ว เบสเซนต์กล่าวกับนักข่าวว่า “จีนเป็นพันธมิตรระดับโลกที่ไว้ใจไม่ได้ถึง 3 ครั้งในช่วง 5 ปีหลัง ครั้งแรกคือช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ตอนนั้นจีนกักตุนสินค้าด้านการแพทย์ ครั้งที่สองคือเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ และครั้งนี้คือการกักตุนน้ำมันมากขึ้น แทนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปทานน้ำมันที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน”

เบสเซนต์บอกอีกว่า จีนมีคลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ประมาณเทียบเท่ากับปริมาณคลังสำรองน้ำมันทั้งหมดขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) แต่สิ่งที่จีนทำคือซื้อน้ำมันอย่างต่อเนื่องและระงับการส่งออกสินค้าหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ไม่ได้บอกว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐหรือไม่ ที่จะมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ยืนยันว่าทั้งทรัมป์และสีมีความสัมพันธ์ด้านการทำงานที่ดี

ด้านหลิว เพิงหยู โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวถึงความเห็นของเบสเซนต์ว่า การขาดแคลนพลังงานของโลกมีต้นเหตุมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จึงเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางทันที โดยจีนจะมีบทบาทสร้างสรรค์ต่อเรื่องดังกล่าวต่อไป

Advertisement

ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ อย่ากักตุนน้ำมันและควบคุมการส่งออก ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดพลังงานโลก

สหรัฐฉะจีน
U.S. Treasury Secretary Scott Bessent speaks during an event hosted by the Institute of International Finance in Washington, D.C., U.S., April 14, 2026. REUTERS/Evan Vucci