คิม จองอึนควงลูกสาว ตรวจทดสอบยิงขีปนาวุธ ผู้เชี่ยวชาญชี้สามารถโจมตีโซล-ฐานทัพมะกันได้
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และ คิม จูแอ บุตรสาว ตรวจและกำกับการทดสอบยิงขีปนาวุธเพื่อประเมินประสิทธิภาพของหัวรบที่บรรทุกระเบิดลูกปรายและทุ่นระเบิดแบบสะเก็ดระเบิด นับเป็นครั้งที่ 4 ของเดือน และครั้งที่ 7 ของปี
โดยได้มีการยิงขีปนาวุธฮวาซอง-20 จำนวน 5 ลูก ไปยังพื้นที่เป้าหมายบนเกาะที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 136 กิโลเมตร สามารถโจมตีพื้นที่ราว 12.5 ถึง 13 เฮกตาร์ สื่อกลางของเกาหลีเหนือระบุว่า ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของระบบในการโจมตีแบบกดดันเป้าหมายอย่างเข้มข้น
และรายงานว่า ผู้นำคิม แสดงความพอใจกับผลการทดสอบ และกล่าวว่านี่แสดงให้เห็นว่าความพยายามหลายปีของคณะวิจัยหัวรบขีปนาวุธเฉพาะทางนั่นไม่ได้สูญเปล่า ขอให้นักวิทยาศาสตร์ด้านกลาโหมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป เพื่อส่งเสริมความพร้อมรบของกองทัพ
ด้าน รัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธจากพื้นที่ซึ่งใกล้กับเมืองชินโพ ออกสู่ทะเล เมื่อเวลาประมาณ 6.10 น. และเรียกร้องให้ยุติการยั่วยุดังกล่าว ขณะที่ โฆษกกระทรวงการรวมชาติ ระบุเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า ในการทดสอบครั้งนี้มีการปรากฏตัวของผู้บัญชาการจากหน่วยแนวหน้าเป็นจำนวนมากผิดปกติ ถือเป็นความตั้งใจในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปราบต่อเกาหลีใต้ผ่านการส่งเสริมจำนวนขีปนาวุธยุทธวิธี
กระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ออกประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และขอให้ดำเนินการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจัง
ไม่นานก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบหัวรบระเบิดลูกปรายแบบใหม่ที่ติดตั้งบนขีปนาวุธ และอาวุธแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเกาหลีเหนือในการแสดงศักยภาพการทำสงครามสมัยใหม่
อิม อึลชอล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคยองนัม กล่าวว่า การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเกาหลีเหนือในการโจมตีอย่างแม่นย้ำยิ่งขึ้น ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น และมีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้น และเตือนว่าหากมีการนำขีปนาวุธไปประจำการใกล้แนวหน้า ก็อาจทำให้กรุงโซลและฐานทัพสำคัญของเกาหลีใต้และสหรัฐหากมีการนำขีปนาวุธไปประจำการใกล้แนวหน้า ก็อาจทำให้กรุงโซลและฐานทัพสำคัญของเกาหลีใต้และสหรัฐอยู่ในระยะโจมตีได้
อีกทั้ง ผู้เชี่ยวชาญและอดีตเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้บอกว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของรัฐบาลอิหร่านนั้น อาจยิ่งกระตุ้นความทะเยอทะยานของเกาหลีเหนือในเรื่องนี้
เมื่อปลายเดือนมีนาคม ผู้นำคิมกล่าวว่า สถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการยับยั้งนิวเคลียร์เพื่อการป้องกันตนเองเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ

