หน้าแรก ต่างประเทศ นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ‘ปางโหลง’ แค่พิธีกรรม ไร้ผลเชิงปฏิบัติ หากข้อเสนอไม่คืบ เสี่ยงเกิดสงครามตัวแทน

27.05.17 | 13:48 น.

สืบเนื่องกรณีการประชุมสัญญาปางโหลงศตวรรษที่ 21 ครั้งที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเข้าร่วม โดยกองกำลังปะหล่อง TNLA กองกำลังโกก้าง MNDAA และกองทัพอาระกัน AA ได้เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษ ด้วยคำเชิญจากรัฐบาล NLD ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจาก ก่อนหน้านี้กองทัพพม่าเคยประกาศว่า หากทั้ง 3 กลุ่มจะเข้าร่วมประชุมจะต้องวางอาวุธ ตามที่รายงานข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร โครงการศึกษาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า การประชุมปางโหลง สุดท้ายเป็นการประชุมของชนชั้นนำ ข้อตกลงต่างๆในการประชุมครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นเหมือนพิธีกรรม เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าแล้วโดยการเชิญกลุ่มต่างๆมาพูดคุย แต่สิ่งที่เป็นหลักนิยมในการเจรจาสันติภาพทั่วโลกคือ ก่อนประชุมใหญ่จะมี ‘โต๊ะเล็ก’ มาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม มีนัยยะอย่างหนึ่งคือ การประชุมครั้งนี้ เจ้าภาพคือรัฐบาล ซึ่งนางซูจีต้องการเปิดโอกาสให้มีการพบปะกัน ถ้าไม่ทำก็เสียคะแนนนิยม คือเรียกผู้นำแต่ละกลุ่มมาเสมือนว่าจัดให้พบปะ แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
การประชุมครั้งนี้มีปัญหา 2 แบบ คือมีกลุ่มที่ลงนาม และกลุ่มที่ไม่ลงนาม ในครั้งนี้เห็นชัดว่ามีตัวแปร2อย่าง คือ 1. กลุ่มพันธมิตรภาคเหนือ ซึ่งก่อนประชุมปางโหลง มีอำนาจต่อรองสูงมาก แต่ซูจีเปิดให้มีการพบ 2 เซ็คชั่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มนี้ปฏิเสธการประชุมดังกล่าว ปฏิเสธการลงนาม บางกลุ่มไปทำสงครามการเมือง แต่ในครั้งนี้กลุ่มพันธมิตรภาคเหนือมารวมกลุ่มพูดคุย โดยนางซูจีมีการแยกเซ็คชั่นให้ เช่น กลุ่มใหญ่ คือ คะฉิ่น ว้า รัฐฉานเหนือ สรุปคือ พันธมิตรภาคเหนือมีท่าทีทางบวกมากขึ้น เหตุผลหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้ถูกบังคับให้วางอาวุธก่อน ในขณะที่กลุ่มอื่นไม่ได้รับการกดดันแบบนี้ แต่ครั้งนี้อย่างน้อยที่สุดก็เปิดโอกาสให้เข้าร่วม


“ตัวละครหนึ่งที่ตามมาคือ บทบาทของจีน ซึ่งสนับสนุนพันธมิตรภาคเหนือเข้ามา เราจะเห็นบทบาทจีนมากขึ้น การเจรจาสันติภาพของพม่านั้น เชื่อว่าท้ายที่สุด ตอนนี้พม่าต้องทำความเข้าใจว่าถ้าจะดึงตัวกลางเข้ามา จะทำความเข้าใจตัวกลางนี้อย่างไร ตอนนี้เราเห็นจีนแล้ว และที่สำคัญเราเริ่มเห็นภาคประชาสังคมของพม่า ไปกดดันทั้งรัฐบาลซูจีและกองทัพให้ยอมรับการตรงจสอบข้อเท็จจริงจากยูเอ็น ตอนนี้ทั้งจีน ทั้งตะวันตก หรือแม้กระทั่งการถ่ายรูปในการประชุม ตัวเองก็ต้องวางสมดุลอำนาจ ภาพหนึ่งที่ออกมาคือพวกทูตชาวตะวันตกมาถ่ายรูปกับมิน อ่อง ลาย จะเห็นเกมที่ลึกมากในการเจรจาสันติภาพพม่า”

ดร.ฐิติวุฒิยังกล่าวอีกว่า ยังมี 2 ประเด็นหลักที่จะท้าทายต่อไป คือ การประชุมปางโหลงทั้งครั้งแรก และครั้งที่ 2 จะพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์แม้ว่าจะลงนามในสัญญาหยุดยิงแล้วหรือไม่ลงนามก็ตาม ไม่ค่อยได้รับโอกาสในการตั้งวาระการประชุมเอง รัฐบาลเขียนอะไรมา ก็ต้องว่าตาม ว่าจะรับ หรือไม่รับเท่านั้น นอกจากนี้ฝ่ายทหาร จะไม่ให้สัมภาษณ์เลยเพราะมีประเด็นเรื่องความมั่นคง หัวใจสำคัญของพม่าคือการรวมให้เป็นกองทัพเดียว จะพบว่าหนึ่งประเทศ หนึงกองทัพ หรือการรวมกองทัพทั้งหมด เป็นงานท้าทายมากในการเจรจาสันติภาพซึ่งจะเป็นประเด็นสุดท้ายในการลงนามข้อตกลงสันติภาพ แต่ก็จะแทรกซึ่งอยู่ในการประชุมแต่ละครั้ง
“กองทัพพม่าวิตกจริตเรื่องอำนาจอธิปไตย แม้ว่าจะให้กลุ่มชาติพันธุ์เขียนรัฐธรรมนูญของตัวเอง หรืออะไรก็ตาม แต่ขอพิเศษ 3เรื่องว่า ใครจะร่างอะไร ขอได้ไหมว่า 1.จะไม่แบ่งแยกจากสหภาพ 2.อย่าให้กระเทือนต่ออำนาจอธิปไตย 3.อย่าให้ทำลายเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งบางทีกลุ่มชาติพันธุ์ออกอาการรำคาญ เพราะกองทัพพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนี้ไป 3-4 เดือนข้างหน้าต้องมีความคืบหน้า โดยเฉพาะประเด็นที่กลุ่มชาติพันธุ์เสนอไป ถ้าพ้นฤดูฝนนี้ไปแล้วยังไม่คืบหน้า ภาวนาว่าอย่าเกิดการรบในพื้นที่ เพราะคุกรุ่นสูงมาก เพราะกลุ่มที่ลงนาม กับกลุ่มที่ไม่ลงนาม ขณะนี้ผลประโยชน์ขัดกันแล้ว สิ่งที่ตนกังวลคือสงครามตัวแทนในพื้นที่ มีสุ่มสุ่มเสี่ยงสูงมาก” ดร.ฐิติวุฒิกล่าว
ด้านสื่อต่างประเทศ รายงานว่า นายหม่องหม่องโซ นักวิเคราะห์ข่าวชาวพม่ามองว่า การประชุมสัญญาป๋างโหลงครั้งที่ 2 ไม่มีความก้าวหน้ามากนัก สิ่งที่แตกต่างคือมีกลุ่มโกก้าง ปะหล่อง และกองทัพอาระกันเข้าร่วมเท่านั้น เพราะรัฐบาล NLD และกองทัพพม่ายังคงดำเนินตามนโยบายข้อตกลงหยุดยิงแห่งชาติ (NCA) ที่จะเจรจาพูดคุยทางการเมืองกับกลุ่มที่ลงนามหยุดยิงเท่านั้น จะให้กระบวนการสันติภาพในพม่าก้าวหน้าในการประชุมครั้งต่อไป ทุกกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องเข้าร่วมเจรจาทางการเมือง แต่ชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ลงนามหยุดยิง จึงเป็นเรื่องที่ยากที่ทั้งหมดจะเข้าร่วมเจรจาทางการเมืองได้ในที่ประชุมสัญญาปางโหลง

 

Advertisement