หน้าแรก ต่างประเทศ น้ำมันพุ่ง 2%...

น้ำมันพุ่ง 2% หุ้นเอเชียขึ้น หุ้นมะกันลด หลังถกสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านชะงัก

27.04.26 | 09:12 น.
REUTERS

น้ำมันพุ่ง 2% หุ้นเอเชียขึ้น หุ้นมะกันลด หลังถกสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านชะงัก

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านไม่มีความคืบหน้า ทำให้การหยุดชะงักของการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางยืดเยื้อ สร้างความกังวลให้กับตลาดและผู้กำหนดนโยบาย ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ที่ธนาคารกลางหลายชาติมีกำหนดจะประชุมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านต่างๆ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นมากกว่า 2% แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 107.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าในเอเชีย กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จนทำให้นักลงทุนแทบจะตัดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยในปีนี้ออกไป ด้านราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสก็รับขึ้น 1.42% มาอยู่ที่ 95.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยเช่นกัน

ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับการส่งมอบในเดือนมิถุนายนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในสัปดาห์ที่ผ่านมา สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามเกือบ 61%

นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในปลายปีอย่างมาก โดยขยับจาก 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสำหรับน้ำมันเบรนท์ และแม้แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะกลับสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ด้วย

“ราคามีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด หากปริมาณน้ำมันสำรองลดลงสู่ระดับวิกฤต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมานานหลายทศวรรษ” นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ เตือนในบันทึก

Advertisement

แม้ว่าการหยุดยิงจะทำให้การสู้รบส่วนใหญ่ในสงครามที่เกิดขึ้นจากการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐและอิสราเอลเมื่อสองเดือนก่อนยุติลงชั่วคราว แต่ตลาดยังคงจับตาไปที่ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงาน และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวช่วงต้นตลาดเอเชียเป็นบวก โดยดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้และดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นต่างปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ แม้ว่าตลาดหุ้นออสเตรเลียจะอ่อนตัวลง ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบางจากช่วงวันหยุด

ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 ปรับลดลง 0.3% ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นักลงทุนยังจับตาทั้งการประชุมอัตราดอกเบี้ยและผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ทั้งยังมองว่าแรงกระแทกจากอุปทานพลังงานจะทำให้ธนาคารกลางส่วนใหญ่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัปดาห์นี้ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นแห่งแรกที่ประชุมในวันที่ 28 เมษายน คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นไว้ที่ 0.75%

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ถูกคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นกัน ในการประชุมที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธานเฟด ด้านธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษก็คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้เช่นกัน

บ็อบ ซาเวจ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคด้านตลาดของบีเอ็นวาย กล่าวว่า สรุปสั้น ๆ คือ ไม่มีธนาคารกลางแห่งใดควรขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้ตามหลังสถานการณ์ หรือเพื่อแสดงว่าไม่ได้มองแรงกดดันในปัจจุบันว่าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว”

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐก็เป็นอีกประเด็นสำคัญของสัปดาห์นี้ โดยบริษัทที่มีมูลค่าตลาดรวมคิดเป็น 44% ของดัชนี S&P 500 มีกำหนดรายงานผลประกอบการ โดยไมโครซอฟท์ อัลฟาเบต อเมซอน และเมตา แพลตฟอร์มส์ จะรายงานผลในวันพุธ ส่วนแอปเปิลจะรายงานในวันพฤหัสบดี

ไมค์ ไซเดินเบิร์ก ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ Allianz Technology Trust กล่าวว่า AI เป็นสิ่งที่ผู้คนมองในแง่บวกมาก และถูกมองว่าเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจน มันคือส่วนสำคัญที่สุดของพอร์ตการลงทุนในขณะนี้