เขมรเชื่อ UNCLOS เป็นเกราะป้องกันทางกฎหมาย ทำให้กัมพูชาและไทยเท่าเทียมกัน หลังไทยเตรียมยกเลิก MOU44
เมื่อวันที่ 28 เมษายน พนมเปญโพสต์ รายงานว่า กัมพูชากำลังพิจารณาเกี่ยวกับอนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับสิทธิทางทะเลของกัมพูชา เนื่องจากความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของกลไกแบบทวิภาคีกับไทย ในการแก้ไขพื้นที่พิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกับประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่กัมพูชา ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้อย่างเป็นทางการ โดยผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ในการเข้าเป็นภาคี เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 172 ของอนุสัญญาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร
นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา อธิบายว่า UNCLOS เป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่ครอบคลุม สำหรับการจัดการกิจการทางทะเล ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเดินเรือและการประมง ไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเล และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
“UNCLOS เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นหลักที่กำหนดกฎเกณฑ์ของกฎหมายทะเลไว้อย่างละเอียดและครอบคลุม” นายเนธ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อเร็วๆนี้ และว่า การให้สัตยาบันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อย่างมากต่อราชอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประเทศที่มีความสำคัญทางทะเล
พนมเปญโพสต์ ระบุว่า สื่อไทยรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ยืนยันว่า ไทยเตรียมที่จะยกเลิกบันทีกความเข้าใจไทย-กัมพูชา พ.ศ.2544 หรือ MOU44 ที่ทำให้กับกัมพูชา เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าหลังผ่านไปกว่า 20 ปี และเสนอให้ใช้ UNCLOS เป็นกรอบกฎหมายหลักสำหรับการเจรจาในอนาคต
โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ลงนามที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เมื่อเดือนมิถุนายน 2544 มีจุดประสงค์เพื่อจัดการข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ด้วยแนวทาง “ข้อตกลงแบบครบวงจร” ซึ่งรวมถึงการกำหนดเขตแดนควบคู่ไปกับการพัฒนาร่วมกันของทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ นอกชายฝั่ง
นาย ปู โสธีรักษ์ อดีตนักการทูตกัมพูชา บอกว่า ข้อตกลงทวิภาคี ปี 2544 นั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศแข็งแกร่ง ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันพัฒนาทรัพยากรโดยไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิในอธิปไตย
“เวลานั้น มีความเข้าใจร่วมกันและความตั้งใจทางการเมือง ที่จะแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องน่านน้ำทับซ้อนกันผ่านการพัฒนาร่วมกัน” นายโสธีรักษ์ กล่าว และว่า “เราตกลงกันว่า จะไม่แย่งชิงอธิปไตยเหนือน่านน้ำของกันและกัน และจะแบ่งปันผลประโยชน์กัน”
อย่างไรก็ตาม นายโสธีรักษ์ กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ แทบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว จนถึงตอนนี้ ฝ่ายไทยคิดว่า MOU44 ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมใดๆเลย ไม่มีการประชุมและไม่มีข้อตกลงใดๆ
พร้อมระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทย กำลังทบทวนข้อตกลงดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ และข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางบก ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งได้ลุกลามไปสู่ข้อพิพาททางทะเล ซึ่งตามความเห็นของประเทศไทย การยุติ MOU เกี่ยวข้องกับปัญหาเขตแดนทางบก ข้อพิพาทเหล่านี้ขยายไปถึงทะเล เพราะพื้นที่ทางทะเลที่ทับซ้อนกันนั้น เกี่ยวข้องกับอธิปไตยทางดินแดนด้วย
นายโสธีรักษ์ กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชามี ใน UNCLOS ไม่ใช่ข้อตกลงทวิภาคี แต่คือรัฐธรรมนูญทางทะเลที่ประชาคมระหว่างประเทศรับรองเพื่อแก้ไขข้อพิพาทระดับโลก และ UNCLOS ทำให้กัมพูชาและไทย มีสถานะทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน สิ่งใดก็ตามที่ไทยมีสิทธิได้รับการคุ้มครองโดย UNCLOS กัมพูชาก็จะมีสิทธิเช่นเดียวกัน
“ตอนนี้เรายืนอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” นายโสธีรักษ์ กล่าว
พร้อมชี้ให้เห็นว่า ตามที่ไทยกล่าวอ้างนั้น MOU44 ถูกยกเลิก เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องพรมแดนทางกับกัมพูชา ตามแผนที่ที่วาดขึ้นฝ่ายเดียว ที่ไทยอ้างว่า บางพื้นที่ตามชายแดนเป็นของไทย และเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องดินแดนนี้ จึงลุกลามไปถึงทะเล เพราะพื้นที่ที่ครอบคลุมโดย MOU44 ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอธิปไตยเหนือดินแดนระหว่างกัมพูชาและไทย
“พูดง่ายๆคือ เป็นความพ่ายแพ้ของไทย เพราะไทยอย่างสิทธิในดินแดนเหล่านั้น แต่ไทยก็แพ้คดีหลายคดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เกี่ยวกับดินแดนที่ปราสาทพระวิหารไปแล้ว” นายโสธีรักษ์กล่าว
ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า ไทยดูเหมือนจะพยายามเปลี่ยนแปลงข้อตกลงทวิภาคีทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น MOU44 หรือ MOU43 โดยยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรายละเอียด ซึ่งหากไทยขุดเจาะน้ำมันฝ่ายเดียวในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน กัมพูชาสามารถคัดค้านและยื่นฟ้องตามกฎหมายได้ โดย UNCLOS มีบทบัญญัติที่ป้องกันการตัดสินใจฝ่ายเดียวเช่นนี้ ที่ช่วยปกป้องสิทธิอธิปไตยของกัมพูชา
ด้าน ดานี จันรักษสเมยชูโครธ นักวิชาการ อธิบายว่า UNCLOS เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ควบคุมกิจกรรมทั้งหมดในมหาสมุทรและทะเล พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและความร่วมมืออย่างสันติ เป็นการสร้างกรอบกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง และครอบคลุม เพื่อควบคุมกิจกรมรทางทะเล
และว่า ภายใต้ UNCLOS กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่เหนือน่านน้ำภายในและน่านน้ำอาณาเขต ซึ่งขยายออกไป 12 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน นอกเหนือจากนั้นคือเขตต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศุลกากร ภาษี การตรวจคนเข้าเมือง และสุขอนามัย
ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEX ซึ่งขยายออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ให้สิทธิอธิปไตยแก่กัมพูชาในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการประมงและไฮโดรคาร์บอน
“เรามีสิทธิที่จะสำรวจ ใช้ประโยชน์ อนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในเขตนี้” ชูโครธกล่าว และว่า กัมพูชา ยังมีสิทธิเหนือไหล่ทวีปของตน ซึ่งอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรใต้ทะเล เช่น แร่ธาตุ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าครอบครองพื้นที่จริง

