เรียนรู้แนวคิดจีน ‘ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ’
ประชาธิปไตยเป็นคุณค่าและเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดระบอบการปกครองตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้ รูปแบบประชาธิปไตยไม่ได้มีรูปแบบเดียวตายตัว แต่มีความหลากหลายตามบริบททางสังคมของแต่ละประเทศ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ดำเนินการปกครองภายใต้แนวคิด ‘ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ’
การบรรยายหัวข้อ การปฏิบัติระดับท้องถิ่นของประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการของจีน โดย ดร.หลี่ เจี้ยน รองผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการของวารสารมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินและรองเลขาธิการสมาคมการพัฒนาเซี่ยเหมิน-ไต้หวัน-ฮ่องกง-มาเก๊า และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน ได้อธิบายถึงแนวคิดและการดำเนินงานของจีนในเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า ย้อนไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก ได้อนุมัติรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นการสถาปนาระบบสภาประชาชนอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในการเมืองจีน จากที่อำนาจทางการเมืองถูกถือครองโดยคนส่วนน้อย และประชาชนส่วนใหญ่ถูกกดขี่และเอาเปรียบ สู่การที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำ ซึ่งมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารประเทศ สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์หลายพันปี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางระบบการเมือง
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 ขณะที่ทำการตรวจเยี่ยมที่ศูนย์ชุมชนกูเป่ย เมืองเซี่ยงไฮ้ ประธานาธิบดี
สี จิ้นผิง ได้กล่าวว่า จีนกำลังดำเนินเส้นทางการพัฒนาการเมืองสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน และได้เสนอแนวคิด ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ ซึ่งในเดือนมีนาคม 2021 การประชุมสมัยที่ 4 ของสภาประชาชนแห่งชาติชุดที่ 13 ได้ลงมติรับรองการแก้ไข กฎหมายองค์กรของสภาประชาชนแห่งชาติ โดยมีการบรรจุหลักการ การยึดมั่นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ เข้าเป็นกฎหมาย
“ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ เป็นการรวมประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการ ประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ประชาธิปไตยเชิงขั้นตอนกับประชาธิปไตยเชิงเนื้อหา ประชาธิปไตยทางตรงกับประชาธิปไตยทางอ้อม และประชาธิปไตยของประชาชนกับเจตจำนงของรัฐ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นรูปแบบประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมที่ครอบคลุมทุกด้านของกระบวนการประชาธิปไตยและ
ทุกภาคส่วนของสังคม” สีกล่าวในที่ประชุมกลางเกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้องกับสภาประชาชน
ดร.หลี่กล่าวว่า ในจีน ค่านิยมประชาธิปไตยฝังรากลึกในหมู่ประชาชน โดยมีโอกาสอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องให้พลเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ การปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยอยู่ในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยก่อนที่จะมีตัดสินใจในเรื่องสำคัญหรือออกนโยบาย พรรคและรัฐจะทำ
การปรึกษาหารือและพิจารณาความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคม รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายและระดมพลังของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
ในพื้นที่อย่างการประชุมสภาที่ลานบ้าน การปรึกษาหารือภายใต้สภาที่ปรึกษาทางการเมือง และการประชุมหมู่บ้านใหม่ในช่วงค่ำ ประชาชนจะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการบริหารประเทศ ตั้งแต่การกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบาย ไปจนถึงการดำเนินงานและการประเมินผล ตั้งแต่เรื่องปัญหาความเป็นอยู่ประจำวัน เช่น การรักษาพยาบาลและการศึกษา ไปจนถึงการบริหารชุมชนและแผนพัฒนาประเทศขนาดใหญ่
ดร.หลี่ล่าวด้วยว่า ด้วยแนวคิดนี้รัฐบาลสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอของพรรค ความตั้งใจของรัฐ เข้ากับความปรารถนาของประชาชน ส่งเสริมสถานะของประชาชนในการปกครองอย่างเต็มที่ โดยได้มีการจัดระดมความเห็นในรูปแบบออนไลน์เกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคที่มีการขอความคิดเห็นเกี่ยวกับงานของสมัชชาแห่งชาติอย่างเปิดเผย นำมาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของพรรค พร้อมกับสร้างสะพานเชื่อมระหว่างพรรคและประชาชน ส่งเสริม
ความไว้วางใจระหว่างกันและกัน
และกล่าวว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคประชาธิปไตยอื่นๆ ทำงานร่วมกันและมีการตรวจสอบต่อกัน โดยทางพรรคถือว่าพรรคอื่นๆ เป็นเพื่อนใกล้ชิดที่ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา ในช่วงปี 2016 ถึง 2020
คณะกรรมการกลางของพรรคประชาธิปไตยของจีนได้ร่วมมือกับมณฑลต่างๆ ในภาคกลางและตะวันตก
ที่มีอัตราความยากจนสูง จำนวน 8 มณฑล เพื่อดำเนินโครงการการกำกับดูแลประชาธิปไตยเพื่อลด
ความยากจน นับเป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปไตยทำการกำกับดูแลยุทธศาสตร์ที่สำคัญระดับชาติ และ
ได้เสนอความคิดเห็น คำวิจารณ์ และข้อเสนอมากกว่า 2,400 รายการต่อมณฑลที่ตนรับผิดชอบ ผนวกกับ
ส่งรายงานมากกว่า 80 ฉบับไปที่คณะกรรมการกลางของพรรคคอมนิวนิสต์ด้วย
ประธานาธิบดีสีกล่าวในที่ประชุมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อปี 2014 ว่า ประชาธิปไตยสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนเป็นสิ่งใหม่และเป็นแนวคิดที่ดี อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบการเมืองของจีนสมบูรณ์แบบและไม่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาใดๆ
จีนยังคงปรับปรุงกลไกการตรวจสอบและกำกับดูแลการใช้อำนาจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า อำนาจสาธารณะเป็นของประชาชนและเพื่อประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าหน้าที่และอำนาจที่ประชาชนมอบหมายจะถูกใช้อย่างสม่ำเสมอเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
ภายใต้ระบบผู้ตรวจสอบของประชาชน ตัวแทนจากภาคประชาชนจะถูกคัดเลือกและแต่งตั้งตามขั้นตอนที่กำหนดให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ โดยจะให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น
การพิจารณาคดีสาธารณะ การประชุมรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะ งานตรวจสอบของอัยการเคลื่อนที่ การประกาศและส่งเอกสารทางกฎหมาย การประเมินคุณภาพคดี และการตรวจสอบมาตรฐานทางตุลาการ
ด้วยกลไกนี้ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระเบียบและตรวจสอบการดำเนินคดีของอัยการประชาชน ซึ่งตั้งแต่ปี 2003 จนถึงเดือนกันยายน 2019 หน่วยงานอัยการและหน่วยงานบริหารงานยุติธรรมทั่วประเทศได้แต่งตั้ง ผู้ตรวจสอบของประชาชนกว่า 70,000 คน ซึ่งได้ตรวจสอบคดีมากกว่า 60,000 คดี
เมื่อถามว่า ประชาธิปไตยแบบจีนแตกต่างกับประชาธิปไตยของตะวันตกอย่างไร ดร.หลี่กล่าวว่า เกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบจีน ขออธิบายด้วยคำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นคือ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประชาธิปไตยจีนและมักถูกเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบมีระเบียบ สามารถเห็นได้จากกระบวนการปรึกษาหารือในสภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน
ขณะที่ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างประชาธิปไตยบนพื้นฐานการเลือกตั้ง ในช่วงที่เรียนปริญญาเอก เคยจัดหมวดหมู่แนวคิดทั้งสองนี้ ซึ่งมีความเหมือนเชิงโครงสร้างแต่ต่างในเจตจำนง
กล่าวคือ ในเชิงโครงสร้าง ทั้งสองมีองค์ประกอบคล้ายกันคือ มีผู้มีส่วนร่วม กลไกการปรึกษาหารือและตัวกลาง แต่ในเชิงคุณลักษณะกลับมีความต่างกันเนื่องจากมีบริบททางวัฒนธรรมและการเมืองที่ต่างกัน
ประชาธิปไตยแบบจีนเป็นแนวทางที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาของจีนเองและพัฒนามาจากการปฏิบัติจริง ทั้งนี้ แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นต้องนำไปใช้ตาม เช่นเดียวกับที่จีนเองก็ไม่ได้ลอกแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกมา
“ผมมองว่ารูปแบบของประชาธิปไตยของแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนใบไม้ที่ไม่มีใบใดเหมือนกันทั้งโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และปัจจัยที่ซับซ้อนอื่นๆ ของแต่ละประเทศ” ดร.หลี่ล่าว
เมื่อถามต่อว่า ประชาธิปไตยแบบจีนสามารถมีส่วนร่วมในธรรมาภิบาลโลกได้อย่างไรบ้าง ดร.หลี่ตอบว่า ประชาธิปไตยแบบจีนเป็นการปฏิบัติรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งสามารถเป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับประเทศอื่นๆ ในการจัดการกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและประชาธิปไตย
“ไม่มีรูปแบบประชาธิปไตยใดที่เป็นแบบเดียวกันหรือควรนำไปใช้เหมือนกันทั้งหมด ทุกระบบการเมืองล้วนมีเอกลักษณ์และการพัฒนาตามบริบทของตน แต่ละประเทศสามารถค้นหาแนวทางที่เหมาะสมจากทรัพยากรและประสบการณ์ของตนเองได้” ดร.หลี่ล่าว
สะท้อนให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เสื้อฟรีไซซ์ที่ทุกประเทศสามารถสวมใส่ได้พอดีเหมือนกัน การบริหารการเมืองของแต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสภาพสังคมของตนนั่นเอง

