หน้าแรก ต่างประเทศ อ่านเกมการทูต...

อ่านเกมการทูต ‘หวัง อี้’ เยือน 3 ชาติอาเซียน

11.05.26 | 09:46 น.

อ่านเกมการทูต ‘หวัง อี้’ เยือน 3 ชาติอาเซียน


เมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน เดินทางเยือนสามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วย กัมพูชา ไทย และเมียนมา ตามลำดับ โดยการทูตแทร็ค 1 ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีทางการทูตทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นโยบายการต่างประเทศจีนเพื่อเสริมสร้างอิทธิพลและรักษาบทบาทของปักกิ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

การเยือนของหวัง อี้ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ซ้ำร้ายการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันถึงร้อยละ 20 ของโลก กำลังส่งผลสั่นคลอนเสถียรภาพทางพลังงานและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง ไม่เพียงแต่ฉุดให้ราคาน้ำมันและตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก แต่ยังกดดันให้ภาระค่าครองชีพทั่วโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น จีนพยายามแสดงบทบาทนำในฐานะประเทศที่มีส่วนร่วมในการคลี่คลายวิกฤต เมื่อเดือนมีนาคม จีนและปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ร่วมกันเสนอข้อริเริ่ม 5 ข้อ โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบ การเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด การรับประกันความปลอดภัยของเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร การรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือและการยึดมั่นต่อหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติเป็นสำคัญ

Advertisement

ล่าสุด หวัง อี้ ก็ได้พบหารือกับ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ที่กรุงปักกิ่ง โดยฝ่ายอิหร่านได้ขานรับข้อเสนอ 4 ประการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนย้ำว่า การหยุดยิงอย่างครอบคลุมเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมกับร้องให้มีการฟื้นฟูการเดินเรือที่ปลอดภัยและเป็นปกติ

กิจกรรมทางการทูตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการก้าวมาเป็นผู้เล่นหลักใน
การขับเคลื่อนความมั่นคงระดับโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดและสร้างความสั่นคลอนให้กับระบบระหว่างประเทศและระเบียบโลก โดยเฉพาะต่อกลุ่มประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีฐานเศรษฐกิจเปราะบาง ซึ่งต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหนักหน่วงที่สุด

การเดินทางเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมาจึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคเท่านั้น หากยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่าจีนกำลังวางบทบาทของตนเองในฐานะฟันเฟืองสำคัญในการธำรงเสถียรภาพของโลก

นอกจากนั้น จากกรณีที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ มีกำหนดการเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ การเดินสายของหวัง อี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่งในการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับภูมิภาคอาเซียน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นเอกภาพและเชื่อมโยงกันโดยมีจีนเป็นพี่ใหญ่

ซึ่งเมื่อผนวกกับบทบาทของจีนในการผลักดันเสถียรภาพในตะวันออกกลาง การรักษาความใกล้ชิดกับอาเซียนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของจีนในฐานะตัวแปรสำคัญที่สามารถวางรากฐาน รวมถึงกำหนดทิศทางของระเบียบโลกใหม่ได้

การเยือนของหวัง อี้ ยังมีนัยสำคัญในช่วงที่ไทยและเมียนมาเพิ่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลชุดใหม่ จีนอาศัยจังหวะนี้เพื่อยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองประเทศและพร้อมที่จะรักษาความต่อเนื่องของความร่วมมือ ตลอดจนนโยบายระหว่างกันอย่างไม่สะดุด แม้บริบททางการเมืองภายในจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

อีกแง่หนึ่งคือ ความละเอียดอ่อนด้านความสัมพันธ์ เนื่องจากไทยและกัมพูชายังมีกรณีพื้นที่พิพาทที่ยังไม่ได้ข้อสรุป การเดินทางเยือนทั้งสองประเทศในคราวเดียวกันของหวัง อี้ เป็นการวางบทบาทที่สมดุลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ว่า จีนเอนเอียงหรือให้ความสำคัญกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากกว่า

ท่าทีที่เป็นกลางเช่นนี้เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้จีนสามารถมีบทบาทในการช่วยแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสองชาติ เห็นได้ชัดจากที่หวัง อี้ได้เชิญ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทย และ
นายปรัก สุคน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ไปหารือร่วมกันที่มณฑลยูนนานเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าจีนวางตัวเป็นผู้จัดระเบียบและรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอิทธิพลของจีนที่เอื้อต่อการผลักดันข้อริเริ่มต่างๆ รวมถึงความร่วมมือขนาดใหญ่ภายใต้การนำของตน

ขณะเดียวกัน การเยือนกัมพูชาของหวัง อี้ ยังเป็นการคานอำนาจของสหรัฐที่พยายามฟื้นความสัมพันธ์ด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐและกัมพูชาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่จีนสามารถแผ่ขยายบทบาทนำเชิงยุทธศาสตร์ในกัมพูชาอย่างรอบวงจร ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงทางทหาร

โดยระหว่างการเยือนกรุงพนมเปญ ได้มีการจัดการประชุมกลไกลการหารือเชิงยุทธศาสตร์ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมจีนและกัมพูชาเป็นครั้งแรก การนี้เป็นการสร้างสมดุลทางอำนาจ หลังจากที่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2025 กองบัญชาการอินโดแปซิฟิกของสหรัฐได้ต้อนรับคณะผู้แทนจากกองทักัมพูพชาในการประชุมหารือด้านกลาโหมทวิภาคี ที่แคมป์ เอช.เอ็ม. สมิธ ในฮาวาย และมีการพูดคุยกันในเรื่องการยกระดับความร่วมมือทางทหารผ่านการซ้อมรบร่วม ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า จะมีการรื้อฟื้นการฝึกร่วม แองกอร์ เซนทิเนล ขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ระงับไปเป็นระยะเวลานานถึง 8 ปี

พร้อมกันนี้ การเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมาในครั้งนี้ ยังมีนัยสำคัญในด้านการผลักดันวาระของจีนใน
การกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ข้ามชาติอย่างจริงจัง ซึ่งได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นภัยคุกคามไม่ใช่ต่อประเทศในแถบอาเซียนเท่านั้น แต่มีชาวจีนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งในรูปแบบของการถูกหลอกลวงต้มตุ๋น ไปจนถึงการถูกบังคับเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์

โดยหวัง อี้ ได้หยิบยกประเด็นการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญในการหารือทวิภาคีกับทุกประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและเพิ่มแรงกดดันให้กัมพูชา ไทยและเมียนมาจัดการกับปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงภายในของจีนโดยตรง

การเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมาของหวัง อี้ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตตามวาระปกติ แต่คือการรุกคืบเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสถาปนาอำนาจนำทางการเมืองระหว่างประเทศ และกระชับกลไกความร่วมมือในขจัดปัญหาข้ามชาติไปพร้อมๆ กัน