หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี : &...

วิเทศวิถี : “ความจริงใจ” ประเด็นปัญหาใหญ่ สัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

17.05.26 | 18:00 น.

วิเทศวิถี : “ความจริงใจ” ประเด็นปัญหาใหญ่ สัมพันธ์ไทย-กัมพูชา


การพบปะหารือ 3 ฝ่ายระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ภายใต้การริเริ่มของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่เป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำไทย-กัมพูชา หลังการขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของนายกฯอนุทิน ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการแสดงความพร้อมของไทยในการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาหารืออย่างที่ควรจะเป็น

แม้ไทย-กัมพูชาจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันไปตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมปีก่อน แต่การกล่าวหาสาดโคลนใส่กันกลับกลายเป็นเรื่อง “ปกติใหม่” สำหรับความสัมพันธ์สองประเทศไปเสียแล้ว แม้สื่อมวลชนของทั้งสองฝ่ายอาจจะเพลาๆ การรายงานข่าวความขัดแย้งระหว่างกันลงไปบ้างหลังเกิดสงครามอิหร่าน แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าขาดหาย เรายังคงได้เห็นการกล่าวหาใส่ร้ายกันเป็นระยะๆ จนราวกับว่าเหตุปะทะและการสู้รบยังดำรงคงอยู่ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ การฟื้นฟูความสัมพันธ์แม้แต่ก้าวแรกก็ดูจะเลือนลางห่างไกล และไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายนัก

ในการพบกัน 3 ฝ่ายที่เซบู นายกรัฐมนตรีไทยก็ได้แจ้งกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า รัฐบาลไทยตัดสินใจยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 หรือที่เรียกกันติดปากว่า เอ็มโอยู44 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันการพบปะกันก่อนหน้านี้ระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 เมษายน ขณะเดินทางไปร่วมประชุมอาเซียน-สหภาพยุโรป ที่ประเทศบรูไน

Advertisement

ซึ่งถือการพบปะกันครั้งแรกของรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งคู่ในฐานะครม.อนุทิน 2 นายสีหศักดิ์ได้แจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาทราบอย่างเป็นทางการด้วยวาจา ถึงการที่ไทยจะยกเลิกเอ็มโอยู44 พร้อมกับย้ำว่าการยกเลิกเอ็มโอยู44 ไม่ได้หมายความว่าไทยยกเลิกการเจรจากับกัมพูชาแต่อย่างใด แต่จะปรับไปใช้กรอบการเจรจาที่ชัดเจนและเป็นสากลมากขึ้นแทน

เพียงหนึ่งวันถัดมาคือในวันที่ 28 เมษายน กัมพูชาซึ่งเพิ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) ไปเมื่อต้นปีนี้ ก็ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวทันที และก็มีการให้ข่าวโดยฝ่ายต่างๆ ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องนับจากนั้นมา โดยระบุว่าจะดึงไทยไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของ UNCLOS ที่คู่พิพาทเริ่มต้นกระบวนการฝ่ายเดียวได้ เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระมาดำเนินการ แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่สามารถทำได้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วก็ยังมีข้อยกเว้นในบางประเด็น และการจะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวได้ต้องแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายได้พยายามหารือกันแล้วและไม่สามารถหาข้อยุติได้ กระนั้นก็ดี หากท้ายที่สุดมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา การให้ข้อเสนอแนะก็ไม่ได้มีผลผูกมัดทางกฎหมายให้ต้องดำเนินการแต่อย่างใด

ตัดจากข้อเท็จจริงทางกฎมายกลับมาที่สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แม้ว่าในการหารือ 3 ฝ่ายดูเหมือนจะมีพัฒนาการในเชิงสร้างสรรค์ ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าจะป้องกันไม่ให้มีการยกระดับความตึงเครียด สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อสันติภาพและเสถียรภาพ รวมถึงมอบให้รัฐมนตรีต่างประเทศไปหารือกันในรายละเอียดต่อไป แต่การผลักดันคำพูดไปสู่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติก็ต้องอาศัยความจริงใจผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่น้ำคำที่เปลี่ยนไปมาอยู่ตลอด จนทำให้ความไว้วางใจแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาต้องตระหนักคือ ในห้วงเวลาที่สงครามอิหร่านส่งผลกระทบกับโลกอย่างแสนสาหัส ความพยายามที่จะเดินหน้าฟ้องโลกอย่างที่กัมพูชาทำมาตลอดดูจะไร้ความหมายลงเรื่อยๆ เพราะสำหรับทุกรัฐบาลในเวลานี้ ลำพังแค่การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะต่อการขาดแคลนน้ำมันและราคาสินค้าค่าครองชีพที่พุ่งสูง ก็เป็นงานยากที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากแล้ว และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งเคยเข้ามาแสดงบทบาทว่าเป็นผู้ยุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ก็ไม่ใช่ทรัมป์คนเดิมที่มีเวลามาใส่ใจกับความวุ่นวายในพื้นที่อื่นๆ ของโลกอีกต่อไป

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพิ่งกล่าวว่า กัมพูชาเผชิญกับความทุกข์ยากของสงครามมามากพอแล้ว และไม่ปรารถนาที่จะเห็นประเทศกลับสู่ความขัดแย้งอีกต่อไป ข้อพิพาททั้งหมดควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมบอกด้วยว่า แม้จะมีโอกาสเพียง 1% ในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติก็ยังดีกว่าสงคราม แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยตรง แต่เชื่อได้ว่าคนที่ได้ฟังก็ต้องนึกถึงความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยเป็นอย่างแรก

หลังจากนี้ก็ต้องรอดูต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันจะเกิดขึ้นได้จริงดังที่ประกาศความตั้งใจไว้หรือไม่ ล่าสุดไทยก็ได้ตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ฝ่ายไทย เพื่อเดินหน้าการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 หรือเอ็มโอยู43 เพื่อขับเคลื่อนการหารือในกรอบดังกล่าวต่อไป แต่กว่าจะถึงจุดนั้นคาดว่าก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก

พ้นจากเรื่องไทย-กัมพูชา ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในการประชุมอาเซียนที่เซบู นั่นคือความพยายามของนายสีหศักดิ์ในการผลักดันแนวทาง calibrated re-engagement หรือการกลับมาปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เป็นแนวทางในการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา หลังจากฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนที่เป็นกรอบหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ของอาเซียนและเมียนมาถูกใช้มานาน 5 ปีไม่มีความคืบหน้ามากนัก

นายเกา กิมฮวน เลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเห็นชอบให้มีการประชุมออนไลน์กับนายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาในอนาคตอันใกล้ ขณะที่อีกทางหนึ่งกระทวงการต่างประเทศไทยก็ระบุว่า ผู้นำอาเซียนมีมุมมองร่วมกันมากขึ้นถึงความจำเป็นที่จะต้องทบทวนและปรับแนวทางการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนไปหารือเพิ่มเติมในรายละเอียด และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อให้ผู้นำอาเซียนพิจารณาต่อไป

ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการปรับทิศทางที่น่าจับตามองต่อไปว่าจะนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อไปในอนาคต และยังสะท้อนให้เห็นว่าจะน้อยจะมากข้อเสนอของนายสีหศักดิ์ก็ได้รับการตอบรับจากที่ประชุมอาเซียนในระดับหนึ่ง

แน่นอนว่าชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศยังอาจมีข้อกังขาต่อการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในเมียนมา แต่การที่เมียนมานิรโทษกรรมนักโทษหลายพันคน ซึ่งรวมถึงนักโทษการเมืองคนสำคัญ อย่างนายวิน มินต์ อดีตประธานาธิบดีที่มีความใกล้ชิดกับนางออง ซาน ซูจี ที่ทางการเมียนมาได้ย้ายไปกักตัวในบ้านพักเมื่อวันที่ 30 เมษายน ก็ยังเป็นการส่งสัญญานของรัฐบาลใหม่เมียนมาให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวก ก่อนที่การประชุมสุดยอดอาเซียนจะเริ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามแบบแผนเดิมๆ ที่เมียนมามักจะทำในอดีตก่อนที่จะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งภายใต้การนำโดยนางออง ซาน ซูจี

ไม่แปลกที่อาเซียนยังคงต้องใช้เวลาก่อนที่จะตัดสินใจว่าการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาจะเกิดขึ้นหรือไม่และจะเกิดขึ้นอย่างไร และในระหว่างนี้ไปจนถึงวันนั้น เมียนมาก็ต้องแสดงความจริงใจให้อาเซียนได้เห็น เช่นเดียวกับอาเซียนที่ก็ต้องคิดให้ดีว่า การผลักเมียนมาออกจากอาเซียน จะส่งผลดีหรือผลลบกับอาเซียนมากกว่ากัน