สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บรรดาผู้นำโลกต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความโกรธเกรี้ยวและต่อต้าน หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนว่า สหรัฐจะถอนตัวออกจากความตกลงปารีส เพื่อต่อสู้กับโลกร้อน
นายเอ็มมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นหัวหอกของผู้นำโลกในการแสดงความไม่พอใจโดยระบุว่า การตัดสินใจของนายทรัมป์เป็นไปในทิศทางทางที่ผิด และประกาศว่าจะปกป้องความตกลงฉบับนี้ที่ได้รับการมองว่าสำคัญอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตของดาวดวงนี้ โดยเชิญชวนให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและผู้ประกอบการของสหรัฐ ที่ผิดหวังย้ายมาทำงานในฝรั่งเศส พร้อมกล่าวปิดท้ายด้วยคำพูดที่คล้ายสโลแกนหาเสียงของนายทรัมป์ว่า “ทำให้โลกของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
นอกจากนี้ ในย่างก้าวที่โดดเด่น 3 ชาติเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดของของยุโรปทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีออกแถลงการณ์ร่วมปฏิเสธข้อเสนอของนายทรัมป์โดยระบุว่า “ข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถเจรจาใหม่ได้”
นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาโทรศัพท์หานายทรัมป์เพื่อความผิดหวังต่อการตัดสินใจนี้
ขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์จากในสหรัฐเองมีทั้งอดีตประธานาธิบดีโอบามาที่ระบุว่า สหรัฐเลือกเป็น 1 ในไม่กี่ประเทศที่ปฏิเสธอนาคต โดยนิการากัวและซีเรียเป็นเพียง 2 ชาติที่ไม่ร่วมลงนามในความตกลงปารีส โดยประเทศแรกมองว่าข้อตกลงไม่มีความทะเยอทะยานมากพอ ขณะที่ประเทศหลังนั้นติดหล่มสงครามกลางเมือง
ด้านนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่พ่ายแพ้ให้กับนายทรัมป์ทวีตข้อความระบุว่า การตัดสินใจถอนตัวของสหรัฐเป็น “ความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์”
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายทรัมป์ได้รับเสียงชื่นชมจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน โดยนายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐทวีตข้อความว่า “ข้อตกลงปารีสเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับอเมริกา” ขณะที่นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เพียงแค่รักษาคำพูด แต่คิดถึงผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นอันดับแรก”

