หน้าแรก ต่างประเทศ สีหศักดิ์ มอบ...

สีหศักดิ์ มอบนโยบายทูต-กงสุลใหญ่ยุโรป 24 ประเทศ ชูการทูต 4 มิติ รับมือโลกหลายขั้ว

24.05.26 | 20:37 น.

‘สีหศักดิ์’ มอบนโยบายเอกอัครราชทูต-กงสุลใหญ่ยุโรป 24 ประเทศ ชูการทูต 4 มิติ รับมือโลกหลายขั้ว ซัด กัมพูชาเล่นงานไทยเวทีโลก ดันปรับสัมพันธ์เพื่อนบ้าน-เร่ง FTA อียู หนุนอาเซียนเป็นแกนกลางภูมิภาค พร้อมชี้ไทยมีโอกาสใหม่หากการเมืองมีเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะ “ทีมไทยแลนด์” ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมประชุมมอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูต อุปทูต และกงสุลใหญ่ไทย จากสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทย และสถานกงสุลใหญ่จำนวน 24 แห่งประจำภาคพื้นยุโรป


นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำหลักการขับเคลื่อนทางการทูต 4 ประการ

1.Diplomacy of Strategy นักการทูตต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

2.Diplomacy of Speed การขับเคลื่อนต้องเร็ว บางอย่างรอไม่ได้ เช่น เรื่องประเด็นไทย-กัมพูชา จากแต่เดิมกระทรวงต่างประเทศอาจทำงานแบบรอให้เรื่องตกผลึกก่อน

Advertisement

3.Diplomacy of Coherence การทูตต้องเชื่อมโยงได้ เพราะบางเรื่องนั้นมีหลายมิติ และต้องมีเอกภาพในด้านนโยบาย ตลอดจนการทำงานเป็นทีม ทั้งภายในกระทรวงเอง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องนอกกระทรวง กรณีนี้ตรงกับยุโรปอย่างมาก ทูตต้องทำงานประสานร่วมกัน ไม่ใช่ทำเฉพาะที่บรัสเซลส์อย่างเดียว

4.Diplomacy of Communication การสื่อสารต้องง่าย เข้าใจได้ ต้องมอนิเตอร์ความรู้สึกของประชาชนว่ากำลังคิดอะไร และต้องสื่อสารให้เข้าใจว่ากระทรวงต่างประเทศกำลังทำอะไร เป้าหมายคืออะไร

สำหรับประเด็นไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในตอนนี้ไม่แน่ใจว่ากัมพูชาเข้าใจตนเองหรือยัง กัมพูชาอาจมีปัญหาภายใน เพราะด้านหนึ่งก็มาหาประเทศไทย มานั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกัน อีกวันหนึ่ง กัมพูชาก็ออกมาเล่นงานไทยในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะที่นิวยอร์กและเจนีวา รวมถึงองค์การยูเนสโก กัมพูชาเล่นทุกประเด็น เพราะสิ่งที่กัมพูชาพยายามวาดภาพ คือ ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงการจับมือกันของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ว่า สาธารณชนอาจมองว่าทำไมไทยต้องไปจับมือ แต่ในมุมมองกระทรวงต่างประเทศ เรารู้ว่าท้ายที่สุดทั้งสองประเทศต้องอยู่ร่วมกัน ในมุมหนึ่ง กระทรวงต้องตอบสนองกระแสภายในประเทศ แต่ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องบริหารจัดการกระแสภายในประเทศด้วยเพื่อให้ประชาชนตระหนักว่า เราต้องเริ่มปรับสัมพันธ์

นายสีหศักดิ์กล่าวถึงบทบาทในในเรื่องเมียนมา ซึ่งไทยเป็นผู้ผลักดันประเทศแรกในอาเซียน ไทยเป็นคนบอกว่าฉันทามติห้าข้อไม่มีทางไปไหน ไม่มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ในการใช้ฉันทางมติห้าข้อให้ที่ประชุมพิจารณา นโยบายของไทยที่เสนอให้กลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ฉันทามติห้าข้อได้มีการนำไปใช้ ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่หนีสภาพความเป็นจริงไปไม่ได้

ในด้านจุดยืนเรื่องโลกแบ่งขั้ว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยไม่เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่พยายามเลือกสองทาง ซึ่งแล้วแต่ว่าผลประโยชน์ไปทางไหน แต่ต้องมองมหาอำนาจเหล่านี้ด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่ด้วยอุดมคติ แต่หากเราไม่อยากอยู่ตรงกลาง หรือเลือกข้าง เราต้องไปหาขั้วอื่นๆด้วย อย่าง ขั้วอียู ซึ่งตอนนี้เป็นอิสระมากขึ้น เพราะอียูต้องการรักษาความเป็นอิสระในทางยุทธศาสตร์ ไทยก็ต้องเข้าหาอียู เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ส่วนอินเดียนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย ซึ่งมองโลกคล้ายกัน เช่น ประเด็นเมียนมา โดยอินเดียมองว่าต้องร่วมมือกับไทย และได้มีการกระชับความสัมพันธ์เรื่อง ยุทธศาสตร์ความมั่นคงเมียนมาด้วย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเริ่มขยับเช่นกัน เพราะรู้ว่าจะไปกับสหรัฐฯทางเลือกเดียวไม่ได้ ญี่ปุ่นจึงกลับเข้ามาในภูมิภาคที่จีนกำลังมีบทบาทครอบงำอยู่ ซึ่งไทยได้มีการหารือกับญี่ปุ่นเช่นกัน รวมถึงเกาหลีใต้และออสเตรเลีย เพราะเราต้องการเห็นระเบียบภูมิภาค ที่เป็นโลกหลายขั้วที่มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องการเป็นพิเศษคือ ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งอาเซียนต้องเป็นสมอของระเบียบภูมิภาค แต่อาเซียนก็มีปัญหาภายใน เพราะความคิดไม่ตรงกัน หัวใจของปัญหาอาเซียนคือ เอาผลประโยชน์มาก่อนภูมิภาค ตอนนี้ทุกคนลืมไปแล้วว่าผลประโยชน์ของภูมิภาคคืออะไร ไปมุ่งแต่ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศไทยพยายามเสนอว่าเราต้องมานั่งคุยกัน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหน เรากำลังขับเคลื่อนไปทางไหนเพื่อที่จะอธิบาย เพราะเราต้องสร้างการเล่าเรื่องใหม่ให้ประเทศไทย ว่าเรากำลังจะไปทางไหน ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่ จะขับเคลื่อนประเทศพร้อมกัน เพราะเริ่มจะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องการเมืองไม่มีแน่นอน เพราะเรื่องจำนวนที่นั่งการเมืองในสภาคนมองมาตรงนี้

ถ้าเรามีความมั่นคงทางการเมืองความต่อเนื่องทางนโยบายก็มี ที่ผ่านมาประเทศไทยมีจุดบอดที่นโยบายขาดความต่อเนื่องโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการไทยแลนด์พลัส 10 ข้อ ที่สามารถเล่าได้ว่าเราทำอะไรในระยะสั้น ระยะกลางและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเราทำอย่างไร มีการสนับสนุนการลงทุน แก้ไขกติกา ทำเรื่องทรัพยากรมนุษย์อย่างไร ต้องมีเรื่องราวเหล่านี้ด้วย สุดท้ายคือการขับเคลื่อนการต่างประเทศเราจะทำอย่างไร ดังนั้นเราต้องเข้าใจที่ตัวเราและต้องเข้าใจ ประเทศต่างๆ บางครั้งอยากให้ทูตรายงานว่า เขาคิดอย่างไร มองอุปสรรคต่างๆของไทยอย่างไร เราต้องเข้าถึงภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย เพื่อจะไปรับฟังความเห็นของเขาและเป็นงานที่เราต้องเข้าถึงทุกวัน เช่นบางครั้งอาจจะต้องมีการจัดเลี้ยงกินข้าวพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งหลายประเทศชื่นชอบอาหารไทย ซึ่งเป็นงานในลักษณะ ทำแบบไม่หยุดหย่อนหรือทำทุกวัน

ท้ายสุด นายสีหศักดิ์ได้มอบโจทย์สำคัญต้องเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตทั่วยุโรป โดยตั้งโจทย์ว่า จะเสริมสถานะและความเชื่อมั่นในประเทศไทยอย่างไร และโอกาสของประเทศไทยในความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ คืออะไร ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ตลาด แต่รวมถึงเรื่อง อาเซียน อียู และเขตการค้าเสรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มโอกาส เพราะทูตทำงานแค่ส่งเสริมความสัมพันธ์คงไม่ได้ แต่ต้องคิดว่าจะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง

ขณะที่ในช่วงบ่าย นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมแลกเปลี่ยน ความเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในบริบทภูมิภาคยุโรป

ด้านนายอนุทิน กล่าวว่า ในโลกที่กำลังเผชิญความขัดแย้งและการแข่งขันทางเศรษฐกิจรอบใหม่ “ยุโรป” จะไม่ใช่แค่ตลาดส่งออกของไทยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” สำคัญ ที่จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้สินค้าไทย การลงทุนไทย และคนไทยในอนาคต พร้อมเดินหน้า “การทูต 2.0” เชื่อมเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงเข้าด้วยกัน โดยย้ำว่าการเร่งเจรจา FTA ไทย–EU จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และงานคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย

ขณะที่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของไทยในสายตานักลงทุนโลก คือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ท่ามกลางโลกที่ผันผวน พร้อมชี้ว่าไทยและยุโรปมีทิศทางด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวสอดคล้องกัน ทำให้ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด อีกทั้งการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF/World Bank Annual Meetings 2026 ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะแสดงศักยภาพในเวทีเศรษฐกิจโลกด้วย