สัมภาษณ์พิเศษ : นายมานพชัย วงศ์ภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย

4.06.17 | 18:00 น.
มานพชัย วงศ์ภักดี

หมายเหตุ’มติชน’ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเอกอัครราชทูตประเทศเพื่อนบ้าน มติชนพูดคุยกับเอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนามถึงแง่มุมความสัมพันธ์และการพัฒนาที่น่าสนใจในเวียดนาม

เวียดนามถือเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับไทย มีความสำคัญ และมีบทบาทโดดเด่นในเวทีโลก เศรษฐกิจเวียดนามมีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น เวียดนามยังเป็นสมาชิกอาเซียน ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทย-เวียดนามในปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม

ในปีที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนเวียดนามถึง 3 ครั้ง ขณะที่ท่านเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รัฐมนตรีหลายท่าน และท่านรองประธานศาลฎีกาเวียดนามก็ได้มาร่วมลงนามถวายความอาลัยแด่ร.9 ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมเวียดนามก็เพิ่งจะเดินทางมาเยือนไทยเมื่อต้นปีนี้ และยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผบ.เหล่าทัพ เช่นเดียวกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ มีกลไกความร่วมมือระหว่างกันอยู่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสถานะความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดกันอย่างแท้จริง

มีหลายอย่างที่เราจะร่วมมือกันได้ ไม่ว่าจะในกรอบอาเซียน หรือเอเปคที่เวียดนามกำลังจะเป็นเจ้าภาพในในเดือนพฤศจิกายนนี้ อยากจะให้สาธารณชนไทยมีความสนใจเวียดนามมากขึ้น และตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีต่ออนุภูมิภาคของเราเพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในอาเซียนจะก่อให้เกิดความร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและประชาชนต่อประชาชนก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปัจจุบันคนเวียดนามเดินทางมาไทยมากขึ้น ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 9.3 แสนคน ปีนี้อาจจะทะลุหนึ่งล้าน ขณะที่คนไทยไปเวียดนามปีละ 2.5 แสนคน ไทยเป็นที่ชื่นชมของคนเวียดนาม ทั้งมาทานอาหาร มาช็อปปิ้ง เที่ยวทะเล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อประชาชนสองฝ่ายไปมาหาสู่กันมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความร่วมมือฝังรากลึกลงไป

Advertisement

ในประวัติศาสตร์ ท่านประธานโฮจิมินห์ก็เคยมาพำนักในไทยถึงสองปีก่อนที่จะกลับไปต่อสู้เพื่อเอกราชในเวียดนาม ซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงความเห็นอกเห็นใจที่สองประเทศมีให้กันตั้งแต่อดีต

ในปี 2559 ก็เพิ่งจะมีการเฉลิมฉลอง 40 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม ซึ่งมีกิจกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ มากมาย รวมถึงการเปิดอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ที่บ้านนาจอก จ.นครพนม ขณะที่ในปีนี้สถานทูตจะจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดพลวัตรอย่างต่อเนื่องต่อไป อาทิ การจัดงานเทศกาลไทยที่กรุงฮานอย และสัปดาห์อาหารไทยที่นครโฮจิมินห์ ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโฮจิมินห์ ก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับทีมประเทศไทยในเวียดนามที่ได้ทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันจนต้องขอชื่นชม

เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีการลงทุนของไทยมากที่สุดในโลกราว 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 270,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ ของไทยเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในเวียดนามมาอย่างยาวนาน อาทิ เอสซีจี ซีพี ป.ต.ท. ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง กิจการค้าปลีก โรงแรม รองเท้า สิ่งทอ ฯลฯ

ขณะที่สินค้าไทยได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนเวียดนาม และมีความน่าเชื่อถือ เราทั้งผลิตเพื่อขายในประเทศเวียดนามและผลิตเพื่อส่งออก สถานทูตได้ย้ำให้ภาคเอกชนไทยรักษาชื่อเสียงที่ดีอยู่แล้วให้ดีต่อไปและดีขึ้น เพราะยิ่งภาพลักษณ์ของภาครัฐและภาคเอกชนไทยในเวียดนามดีขึ้นเท่าใด ก็จะส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันดีขึ้นเท่านั้น ขณะที่เอกชนเวียดนามก็สนใจอยากทำการค้าการลงทุนกับไทยเช่นกัน

ขณะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังพัฒนาตัวเองให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น ประเทศที่ใกล้ชิดกันในอาเซียนย่อมมีโอกาสดีกว่าประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไป ปัจจุบันประเทศในอาเซียนหลายประเทศก็มีปริมาณการค้าการลงทุนกับเวียดนามเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้สาธารณชนตระหนักว่าเรามีโอกาสที่จะทำอะไรได้อีกมากกับการพัฒนาที่เกิดขึ้นในเวียดนาม เพราะเวียดนามมีแรงงานและคนวัยทำงานมากกว่าไทย และมีค่าแรงถูกกว่า ซึ่งก็เป็นแนวโน้มเดียวกับที่เกิดขึ้นในกัมพูชา นอกจากนี้เวียดนามยังเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เพราะมีประชาชนเกือบร้อยล้านคน ประชาชนเวียดนามก็มีทัศนคติที่ดีกับไทยมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่เข้ามาท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก เขารู้สึกว่าสิ่งที่ผลิตในไทยเป็นของที่มีคุณภาพ แม้จะไม่ใช่สินค้าแบรนด์ไทย แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตในไทยก็จะได้รับความนิยมเช่นกัน
ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของเวียดนาม เพราะค่าแรงถูก การเมืองมีเสถียรภาพซึ่งทำให้การค้าขายระหว่างกันดีมาก ขณะนี้เศรษฐกิจของเวียดนามก็ประสบความสำเร็จมากเหมือนสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีพล.อ.ชาติชสน ชุณหะวัณ สินค้าทุกอย่างขายดี คนเขาอยากลองอยากใช้ จึงเป็นโอกาสของเอกชนไทยที่จะนำเอาสินค้าที่มีคุณภาพเข้าไปขาย

๐คนไทยชอบมองเวียดนามแบบเปรียบเทียบว่ากำลังจะแซงหน้าไทย
เป็นเรื่องของเรามากกว่า เพราะทุกประเทศไม่มีใครอยู่นิ่ง ต้องพยายามสร้างความกินดีอยู่ดีและสังคมที่ดีกว่าให้คนรุ่นหลัง ความจริงเราควรมองเวียดนามด้วยความชื่นชมว่าเขาผ่านสงครามมาแล้วสามารถพัฒนาตัวเองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ดีมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องถือว่าน่าชื่นชม

เวียดนามมีฐานความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เขาเป็นสมาชิกทุกกลุ่ม อาทิ กลุ่มอดีตประเทศอาณานิคมที่ต่อสู้เพื่อเอกราช กลุ่มยุโรปตะวันออกรวมถึงประเทศในกลุ่มสังคมนิยมก็มีความใกล้ชิด ปัจจุบันก็ยังเป็นสมาชิกอาเซียนและเอเปค เวียดนามเป็นประเทศที่มีหลายอย่างที่เราสามารถศึกษาเรียนรู้จากเขาได้

จุดเด่นของเวียดนามมีหลายประการ เขาเป็นสังคมที่มีความมุ่งมั่น กระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองและนำพาครอบครัวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า มีความรักใคร่กลมเกลียวในหมู่ญาติมิตร ให้ความช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ขยันขันแข็ง รักในการศึกษา ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้จะทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จในอนาคต

๐คนไทยควรต้องเปลี่ยนมุมมองต่อเวียดนามจากเปรียบเทียบเป็นหันมาร่วมมือกันจะดีกว่าใช่หรือไม่
ความจริงเราก็มีความร่วมมือกันอยู่แล้วและกลไกความร่วมมือที่มีก็ครอบคลุมทุกกระทรวง คนชอบพูดว่าเขาเปรียบไทยเป็นคู่แข่ง แต่คิดว่าเพราะไทยและเวียดนามเป็นสองประเทศที่มีความใกล้เคียงกันทั้งในแง่ขนาดประเทศ จำนวนประชากร หรือแม้กระทั่งสภาพภูมิศาสตร์ก็ยังใกล้เคียงกัน พืชพรรณแทบจะเป็นสิ่งเดียวกัน ผลไม้เวียดนามเราก็เอามาปลูก อาทิ ฝรั่งและแก้วมังกร ขณะที่เวียดนามก็เอามะพร้าวไทยไปปลูกและได้ผลดีจนบริษัทไทยไปตั้งโรงงานผลิตเพือส่งออกไปประเทศที่สามและส่งกลับมาขายในไทยด้วย
มองในอีกแง่หนึ่ง การเปรียบเทียบก็เป็นการกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายพัฒนาตัวเองและสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่าซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับประเทศในอาเซียน แทนที่จะมองว่ามาแข่งขัน อยากให้มองเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างกันมากกว่า

๐สิ่งใดที่คนไทยยังมักจะเข้าใจเวียดนามผิด
มักจะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เกิดจากความแตกต่างเพราะไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก หรืออุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ผ่านไปหมดแล้ว เหมือนจีนที่ในแง่ระบอบการปกครองยังเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีลักษณะพิเศษของตัวเอง

เป็นสิ่งที่เราต้องคิดใหม่ว่าหลังจากที่เขาผ่านความยากลำบากมา ขณะนี้คนเวียดนามพร้อมจะทำงานหนักเพื่อชีวิตที่ดีกว่า จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักว่าความร่วมมือมีได้ทุกรูปแบบ และที่สำคัญคนเวียดนามเขามีทัศนคติที่ดีกับไทย