สีหศักดิ์ย้ำไทยสู้เชิงรุก เผยมีชื่อ 2 คณะประนอมแล้ว พร้อมแจงข้อเท็จจริงที่ปรึกษามาครง
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่อยู่ในห้วงการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังพบหารือกับคณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของไทย ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปารีสว่า ในโอกาสที่มาประชุม OECD ครั้งนี้ยังทำให้ได้เริ่มกระบวนการการเตรียมตัวของไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ โดยตนได้หารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศของเรา ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ โดยทุกท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศ และเคยให้คำปรึกษา รวมถึงเคยว่าความในคดีสำคัญในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มาแล้ว เพราะฉะนั้นก็มีความมั่นใจในข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญของเรา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แม้เราไม่ได้เลือกทางนี้ แต่การตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา แต่เราก็มีความพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเรา และเราไม่ได้ดำเนินการในเชิงรับแน่นอน แต่เราจะดำเนินการในเชิงรุก ครั้งนี้เรามาคุยกันว่า กรอบเวลาจะเป็นอย่างไร ใครบ้างจะเป็นผู้ประนอมฝั่งไทย เพราะแต่ละฝ่ายจะเสนอผู้ประนอมประเทศละ 2 คน และจะมีผู้ที่เป็นประธาน ซึ่งเป็นกลาง และเราได้หารือกันเรื่องของตารางเวลาว่า การดำเนินการภายใต้การประนอมภาคบังคับต้องใช้ระยะเวลาเท่าใด ทราบว่าในกรณีที่ที่ผ่านมาก็ใช้เวลา 1 ปีเป็นอย่างน้อย และอาจจะยาวนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และเราคุยกันด้วยว่า กรอบที่เราจะเสนอ การทำงานของ “คณะประนอม” จะเป็นอย่างไร เราคิดว่า เราก็ต้องเสนอกรอบในเชิงรุกด้วย ฝ่ายกัมพูชาก็คงเสนอกรอบของเขาว่าคืออะไร แต่เราก็จะเสนอกรอบของเราที่คิดว่า สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเรามากที่สุด ซึ่งการพูดคุยกันในครั้งนี้ เราได้คุยกันในเกือบทุกมิติ
“ถึงแม้เราไม่ได้เลือกทางนี้ แต่เราไม่ต้องกลัว และไม่ได้หวั่นไหวอะไรกับการไปในเส้นทางนี้ เผลอ ๆ มันอาจจะดีกว่าการเข้าสู่การเจรจาก็ได้ ถ้าเราว่าไปตามหลักกฎหมาย เพราะหลายอย่างที่กัมพูชาอ้างในช่วงที่ผ่านมา มันไม่ได้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และแนวโน้มต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับประเทศไทย ก็ขอให้มั่นใจตรงนี้” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.69) เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยในตอนเช้า ก็จะไปรายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบว่า ในเรื่องการดำเนินการของฝ่ายกัมพูชานั้น เราจะมีการดำเนินการในส่วนของเราอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นไปตามที่ได้เล่าให้ทราบแล้ว เรื่องของกรอบเวลา คณะประนอมฝ่ายไทย และกรอบของการประนอมที่เราจะเสนอ ซึ่งเราจะทำทุกอย่างในเชิงรุก ไม่ใช่เชิงตั้งรับ หลัะเรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ และให้ท่านมีบัญชาในสิ่งที่เสนอ เพราะนอกจากคณะประนอมต่างประเทศแล้ว ต้องมีตัวแทนฝ่ายไทยในกระบวนการประนอม ซึ่งก็คือหัวหน้าคณะของฝ่ายไทยด้วย โดยในส่วนของกัมพูชาก็คือ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ซึ่งต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายว่า จะให้ผู้ใดเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยที่จะรับผิดชอบในเรื่องนี้
ขณะที่ในช่วงบ่ายวันเดียวกันก็จะมีการบรรยายสรุปต่อคณะทูตต่างประเทศในไทย เพราะที่ผ่านมากัมพูชาเสนอข่าวของเขา ซึ่งแน่นอนว่า เป็นแนวทางที่เข้าข้างฝ่ายกัมพูชา ประเทศไทยก็ต้องเสนอข้อเท็จจริงว่าอะไรที่ทำให้เราต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ หลังจากนั้นก็จะมีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนไทยต่อไป เราต้องให้สาธารณะชนไทยรับรู้ และให้เข้าใจกระบวนการ และให้เข้าใจว่าเราจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างไร ซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่เราจะดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายไทยจะต้องมีการแจ้งเรื่องไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ให้รับทราบถึงการเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากเรามีชื่อคนของเราแล้ว เราก็ต้องแจ้งให้เลขาธิการสหประชาชาติทราบ หลังกัมพูชาประกาศจะดำเนินการตามกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตนได้มีการแสดงท่าทีของฝ่ายไทย และได้เผยแพร่เป็นข่าวสารนิเทศไปแล้ว ซึ่งจะมีการส่งท่าทีดังกล่าวให้สหประชาชาติได้รับทราบด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่า รายชื่อคณะประนอม 2 คน ที่ฝ่ายไทยจะต้องเป็นผู้นำเสนอมีใครบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรามีชื่ออยู่แล้ว ที่จริงเราคิดมาล่วงหน้าพอสมควรแล้ว บางครั้งเราก็ต้องคิดเผื่อไว้ เพราะบางท่านอาจติดภารกิจ และเราได้ทาบทามคนที่เราเห็นว่าเหมาะสมแล้วด้วยเช่นกัน จริง ๆ แล้ว เราได้เตรียมการมาสักพักแล้ว เพราะรู้ว่า เขาต้องมาทางนี้ โดยเราต้องเลือกคณะประนอมที่ดี ที่ดูแล้วมีความเชี่ยวชาญ ไม่มีความลำเอียง ไม่อย่างนั้นจะอาจจะมีผลกระทบต่อการพิจารณา ตนขอไม่พูดถึงตัวบุคคล แต่ขอพูดในหลักการ แต่เราดูความเชี่ยวชาญ และเคยผ่านเวทีเช่นนี้มาแล้ว ที่สำคัญคือ มีความเป็นกลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่เราเลือกมาทุกคน เรามีความมั่นใจ
นายสีหศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงการพบปะกับที่ปรึกษาประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส สำหรับภูมิภาคอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสว่า เขาอยากจะทราบสถานะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เราได้ยืนยันไปว่า ไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะพูดอะไร จะกล่าวหาประเทศไทยอย่างไร สิ่งที่เราชัดเจนคือ เรามุ่งที่จะเดินหน้าในความสัมพันธ์ ปัญหาทั้งหลาย มันไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย เราต้องมีการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างบรรยากาศที่ดี และต้องมีการหารือในหลายกรอบ และหลายระดับ เรื่องเขตแดนทางบก ก็ไม่ใช่เรื่องของการปักปันเขตแดนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางชายแดน ที่ต้องมีการกำหนดการทำงาน เพื่อไม่ให้นำไปสู่การกระทบกระทั่ง มันไม่ได้แก้ตามที่กัมพูชาพูดว่า ให้มีการไปพูดคุยคณะกรรมาธิการเขตร่วม หรือ JBC แล้วก็จบ
ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเล ก็พูดให้เข้าใจว่า เจตนาของเราในการยกเลิก MOU2544 ก็เพื่อเริ่มต้นการเจรจากันใหม่ และหาแนวทางร่วมกัน ถ้าเจรจา 2 ฝ่ายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ไม่สำเร็จ ก็ค่อยไปสู่กลไกต่าง ๆ และเราก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการประนอมภาคบังคับ แต่ทำไมเราไม่ลองคุยกันก่อน เพราะการประนอมภาคบังคับใช้เวลานาน ซึ่งเขาก็เข้าใจในเจตนาของไทยว่า เราไม่มีอะไรแอบซ่อน หรือมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ แต่กัมพูชา เรามีความรู้สึกว่า เขาพูดในเรื่องการปรับความสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ยังพูดโจมตีเรา ในเวทีระหว่างประเทศทุกเวที ซึ่งตนก็เบื่อที่สุด ที่จะต้องไปตอบโต้ เพราะเราอยากพูดอะไรในสิ่งที่มองไปข้างหน้า ล่าสุดในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็อยากจะพูดในเรื่องของสหประชาชาติ เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องไทย-กัมพูชาไม่ใช่ประเด็น แต่เขาก็บังคับให้เราต้องพูด เพราะฝ่ายกัมพูชาก็ไปใช้เวทีนี้อีก ซึ่งเขาก็เข้าใจดี และได้รับทราบในแง่มุมของเรา ไม่ใช่ฟังจากกัมพูชาอย่างเดียว คิดว่าเป็นการที่เยือนที่เป็นประโยชน์
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ ที่อยู่ในห้วงการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้น 1 วัน จากกำหนดการเดิมจะเดินทางกลับในบ่ายวันที่ 5 มิถุนายน มาเป็นเดินทางกลับในช่วงบ่ายวันนี้ (4 มิ.ย.69) แทน เพื่อไปชี้แจงกับเหล่าคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ภายหลังที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ที่กระทรวงการต่างประเทศ
โดยนายสีหศักดิ์ ได้มอบหมายให้นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่เข้าร่วมการประชุม OECD ในวันสุดท้ายแทน

