หน้าแรก ต่างประเทศ โฟกัสโลกรอบสั...

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เปิดฉากการทูตยุค ‘ปธน. มิน ออง ไลง์’

7.06.26 | 08:00 น.
Reuters

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เปิดฉากการทูตยุค ‘ปธน. มิน ออง ไลง์’

นับตั้งแต่การก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เมียนมาภายใต้รัฐบาลทหารก็ตกอยู่ในภาวะถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ได้เริ่มภารกิจทางการทูตในฐานะประธานาธิบดีเมียนมาเป็นครั้งแรก ด้วยการเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน

การขับเคลื่อนการต่างประเทศของเมียนมาในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศความชอบธรรมทางการเมืองของอดีตผู้นำรัฐบาลทหาร ภายหลังการจัดทำประชามติและการเลือกตั้งทั่วไปที่นำไปสู่การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพียงการจัดฉากขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจเท่านั้น

การแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มกลับเข้าสู่เสถียรภาพถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียเปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนในครั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ว่าการธนาคารกลาง ตลอดจนคณะนักธุรกิจจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ เกษตรกรรม เวชภัณฑ์ พลังงาน การธนาคาร ก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การค้าและโลจิสติกส์ รวมถึงสมาชิกสมาคมมิตรภาพเมียนมา-อินเดีย ร่วมเดินทางมาด้วย ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ว่า เมียนมาพร้อมเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม มิน ออง ไลง์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมธุรกิจอินเดีย-เมียนมา ซึ่งภาคธุรกิจจากทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางส่งเสริมและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และได้เชิญชวณให้นักธุรกิจชาวอินเดียเข้ามาลงทุนในประเทศ รวมถึงในโครงการ Yadanabon Cyber City ซึ่งเป็นเมืองเทคโนโลยีแห่งใหม่ ตั้งอยู่ในภูมิภาคมัณฑะเลย์ พร้อมทั้งให้คำมั่นและรับประกันถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโต โดยระบุว่า โครงการขนส่งมวลชนแบบหลายรูปแบบกะลาดาน และทางหลวงเชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย จะช่วยอำนวยความสะดวกการค้าทวิภาคี พร้อมกับเปิดเส้นทางเศรษฐกิจอาเซียนและอินเดียด้วย

Advertisement

ระหว่างการหารือทวิภาคี เมียนมาและอินเดียเห็นพ้องที่จะร่วมมืออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนกลไกการชำระเงินด้วยสกุลรูปีและจัต ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่น พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมต่อปริมาณธุรกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มใช้ระบบดังกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 และได้แสดงการสนับสนุนให้มีความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การแปรรูปสินค้าเกษตร ปิโตรเลียม พลังงาน และเหมืองแร่ ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละประเทศ

อีกทั้ง ในช่วงวันที่ 2-3 มิถุนายน  มิน อ่อง ไลง์ ยังได้พบหารือกับผู้ว่าการรัฐมหาราษฏระและมุขมนตรี และมีการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในระหว่างการเยือนนครมุมไบด้วย

ขณะเดียวกัน เมียนมาก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่ออินเดียเช่นกัน นอกเหนือจากในเชิงภูมิศาสตร์ที่สองประเทศมีแนวชายแดนถอดยาวติดกัน 1,643 กิโลเมตร และความสอดคล้องกับนโยบายเพื่อนบ้านต้องมาก่อน (Neighborhood First) และปฏิบัติการตะวันออก (Act East) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียแล้วนั้น ยังมีชนกลุ่มน้อยที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของอินเดียอย่างสภาสังคมนิยมชาตินิยมแห่งนาคาแลนด์ (NSCN) แนวร่วมสมาพันธ์กู้ชาติแห่งอัสสัม (ULFA) และกองทัพปลดปล่อยประชาชนมณี
ปุระ (PLA) ที่ได้ใช้พื้นที่ชายแดนเมียนมาเป็นฐานที่มั่น

โดยในที่ประชุมระดับผู้นำ เมียนมาและอินเดียเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ดินแดนของตนถูกใช้เพื่อดำเนินการในสิ่งที่ส่งกระทบความมั่นคงของอีกฝ่าย ขณะที่มิน อ่อง ไลง์ ให้คำมั่นว่า จะไม่อนุญาตให้กลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ ใช้ดินแดนเมียนมาเป็นพื้นที่กระทำการที่คุกคามต่อความมั่นคงของอินเดีย

กระนั้นก็ดี ความเป็นจริงกลับสวนทางกับคำมั่นทางการทูตอย่างสิ้นเชิง เมื่อช่วงคืนของวันที่ 31 พฤษภาคม ต่อเนื่องถึง 1 มิถุนายน บริเวณชายแดนรัฐมณีปุระ กองทัพอินเดียและเมียนมาได้ยิงปะทะกันด้วยปืนใหญ่เป็นเวลาหลายชั่วโมง สะท้อนให้เห็นความสลับซับซ้อนที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ

กรณีแร่หายากเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เมื่อเดือนกันยายน 2025 รอยเตอร์รายงานว่า อินเดียพยายาม
หาทางเข้าถึงแร่หายากของเมียนมา โดยกระทรวงเหมืองแร่ของอินเดียได้ขอให้บริษัทภาครัฐและเอกชน
หาทางเก็บและส่งตัวอย่างแร่จากพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) เพื่อประเมินว่ามีแร่หายากชนิดหนักปริมาณมากพอสำหรับการแปรรูปเป็นแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ซึ่งตามรายงานของเดอะนิวอินเดียเอ็กซ์เพรส โมดีและมิน อ่อง ไลง์ ตกลงที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือในด้านแร่สำคัญและ
แร่หายากในที่ประชุมด้วย

จีน นับเป็นอีกปัจจัยหลักต่อความพยายามที่จะส่งเสริมความแน่นแฟ้นระหว่างเมียนมาและอินเดีย โดยรัฐบาลปักกิ่งได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่เมียนมาอย่างเข้มข้นผ่านระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) โดยมีโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งรัฐยะไข่ รถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมจากมณฑลยูนนานของจีนที่ไม่มีทางออกทางทะเล ไปสู่ชายฝั่งทางฝั่งตะวันตกของพม่า และเขื่อนมิตโสนในรัฐคะฉิ่น

การเยือนอินเดียของมิน ออง ไลง์ ในครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญเพื่อถ่วงดุลและคานอำนาจของจีน ขณะที่สำหรับอินเดียเอง ก็เป็นการดึงประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้อยู่ภายใต้วงโคจรของปักกิ่งมากเกินไป

มิน ออง ไลง์ ในบทบาทใหม่ ซึ่งไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลทหาร แต่เป็นประธานาธิบดีที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งผ่านรัฐสภา ทำให้เขาสามารถเจรจาได้อย่างเท่าเทียมกับผู้นำชาติอื่นๆ อีกทั้งเมียนมายังเป็นประเทศที่ถือครองทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการต่อรอง แต่ก็ยังมีพลวัตความขัดแย้งจากกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ เป็นที่น่าจับตาว่า เมียนมาจะดำเนินการทูตในยุคนี้ต่อไปอย่างไร