หน้าแรก ต่างประเทศ บทเรียนราคาแพ...

บทเรียนราคาแพง ‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ เมื่อสงครามไม่จบอย่างหวัง

15.06.26 | 10:08 น.
Reuters

บทเรียนราคาแพง ‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ เมื่อสงครามไม่จบอย่างหวัง

เจเรมี โบเวน จากบีบีซี เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง “ทรัมป์และเนทันยาฮูต้องการเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง แต่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงภาวะวิกฤตถาวร” โดยระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเชื่อว่า ชัยชนะเหนืออิหร่านจะเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลางได้ และในตอนนี้ภูมิภาคดังกล่าวกำลังถูกแปรเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ในแบบที่พวกเขาต้องการ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังไม่พ่ายแพ้ และกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเจอวิกฤตยืดเยื้อถาวร ที่จะสลับไปมาระหว่างช่วงความตึงเครียดกับช่วงการปะทะ

รัฐบาลอิหร่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นคู่ต่อกรที่สามารถโค่นล่มได้ยากกว่าที่ทรัมป์และเนทันยาฮูประเมินไว้ การตัดสินใจของพวกเขานั้นผิดพลาด และพวกเขาได้สูญเสียการควบคุมต่อผลลัพธ์ที่ตามมา เช่น การที่อิหร่านทำเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐตก ได้กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้นำอิหร่านยังคงสามารถสร้างความเสียหายแก่สหรัฐได้ และจะไม่ยอมถอยจากความมุมานะที่จะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้

สำหรับอิหร่าน ชัยชนะหมายถึงการอยู่รอดของระบอบการปกครอง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของขีดความสามารถในการยับยั้ง ผ่านการได้รับการยอมรับว่าพวกเขาควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งการที่ทรัมป์และกองทัพสหรัฐพยายามปรับระดับการตอบโต้ต่อเหตุการณ์สูญเสียเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว เป็นความพยายามที่จะแสดงท่าทีว่าสหรัฐไม่สามารถถูกกดดันหรือข่มขู่ได้ แต่ในขณะเดียวก็ต้องรักษากระบวนการทางการทูตที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและยังไม่ค่อยมีผลลัพธ์เอาไว้

ทรัมป์กำลังฝากความหวังไว้กับการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และกำหนดกรอบการเจรจาระยะยาวเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ โดยเริ่มจากคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน และแผนงานนิวเคลียร์ของรัฐบาล ขณะที่สงครามในครั้งนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนในสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการหาทางออกที่สามารถนำเสนอว่าสหรัฐสามารถคว้าชัยชนะได้ อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นความท้าทายที่ยากกว่าที่คิดไว้

Advertisement

ทรัมป์และเนทันยาฮู กำลังเรียนรู้บทเรียนเก่าแก่บทหนึ่งซึ่งมีมานานนับตั้งแต่มนุษย์ค้นพบศิลปะและคำสาปของสงคราม ผู้นำประเทศต่างตระหนักว่าการเริ่มต้นสงครามนั้นง่ายกว่าการยุติสงครามให้จบลงด้วยชัยชนะที่ชัดเจน เมื่อพวกเขานำสหรัฐและอิสราเอลเข้าสู่สงครามตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งสองได้กล่าวแถลงด้วยถ้อยคำที่มีความเชื่อว่า กำลังจะเกิดจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ขึ้น ระบอบการปกครองที่ปกครองอิหร่านมาตั้งแต่การโค่นล้มชาห์ในปี 1979 กำลังจะสิ้นสุดลง หลังจากที่ทรัมป์สามารถโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลาได้

“ถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่และภาคภูมิใจของอิหร่าน ผมขอกล่าวในคืนนี้ว่า ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกคุณมาถึงแล้ว จงอยู่ในที่กำบัง อย่าออกจากบ้านของคุณ ข้างนอกอันตรายมาก ระเบิดจะตกลงมาในทุกหนแห่ง เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว จงเข้ายึดรัฐบาลของคุณ มันจะเป็นของคุณ นี่อาจเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในหลายชั่วอายุคน” ทรัมป์ประกาศในเวลานั้น

ขณะที่เนทันยาฮูกล่าวว่า ความร่วมมือของกองทัพที่เกิดขึ้นทำให้อิสราเอลและสหรัฐสามารถทำในสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด 40 ปี นั่นคือการบดขยี้ระบอบก่อการร้ายให้ราบคาบ นี่คือสิ่งที่เขาได้สัญญาไว้และจะทำ โดยตลอดชีวิตทางการเมือง เนทันยาฮูเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงต่ออิสราเอลมาจากอิหร่าน ไม่ใช่จากชาวปาเลสไตน์หรือประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน โดยเขาเคยพยายามชักนำให้ประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ เข้าร่วมโจมตีอิหร่าน แต่ก็ล้มเหลว ทว่า ทรัมป์นั้นแตกต่างออกไป

เป็นเวลานานกว่าสองปี ตั้งแต่ฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เนทันยาฮูได้บอกกับชาวอิสราเอลว่าอำนาจของกองทัพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐจะสามารถปราบศัตรูได้ และนำไปสู่อนาคตที่มั่งคั่งและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การใช้กำลังคือทางออก ไม่ใช่การทูต

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ชายทั้งสองต่างต้องสงสัยว่าอะไรผิดพลาด สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก ขณะที่อิสราเอลก็เป็นมหาอำนาจของตะวันออกกลาง

ทรัมป์และเนทันยาฮูมองว่าอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตร การบริหารที่ผิดพลาด และคอร์รัปชั่น ในขณะเดียวกัน อิสราเอลได้โจมตีพันธมิตรสำคัญของอิหร่านอย่างหนัก ตั้งแต่กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่พวกเขาประเมินอิหร่านต่ำไป จากความเชื่อที่ว่าการสังหารผู้นำสูงสุดและผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะทำให้ระบอบล่มสลายจากภายใน

ที่สำคัญ ทั้งสองยังประเมินประสิทธิภาพของกำลังและศักยภาพทางทหารของตนเองสูงเกินไป ในการเผชิญหน้ากับระบอบที่ถูกคุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานเกือบ 50 ปี ระบอบที่ออกแบบตัวเองให้เอาตัวรอดจากการโจมตี ซึ่งมีแนวคิดด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ผูกกับความเชื่อทางศาสนาและอุดมการณ์อย่างลึกซึ้ง

ประเทศอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และในกรณีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนก็เป็นพันธมิตรของอิสราเอลด้วย ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่ใช่แค่รายได้ที่หายไปจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น ปุ๋ย แต่ยังรวมถึงแผนการสำหรับอนาคตที่สร้างขึ้นบนแนวคิดของการเป็นโอเอซิสแห่งความมั่นคง และศูนย์กลางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในภูมิภาค นักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่อาจเข้ามาลงทุนกลับมองว่า สงครามกำลังทำให้ภาพฝันนั้นกลายเป็นเพียงภาพลวงตา

อิหร่านเชื่อว่าความสามารถในการรักษาความอยู่รอดของตนมาได้ ตลอดจนความสามารถในการสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย จะสามารถนำไปสู่การยับยั้งสหรัฐและอิสราเอลได้อย่างยั่งยืน

ผู้นำรุ่นใหม่ของอิหร่านซึ่งเข้ามาแทนผู้นำรุ่นเก่าที่ถูกสังหารโดยอิสราเอลและสหรัฐมีแนวคิดอุดมการณ์ไม่ต่างจากผู้นำรุ่นก่อน ทว่า พวกเขากลับยอมเสี่ยงมากกว่า เพราะมองว่านี่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด โดยเชื่อว่าคำพูดเพียงอย่างเดียวจะไม่หยุดการโจมตีจากสหรัฐหรืออิสราเอลในอนาคตได้ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าการโจมตีอิหร่านจะมีผลลัพธ์ที่เจ็บปวดตามมา

กุญแจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ก็คือการเชื่อมโยงสงครามในเลบานอนเข้ากับสงครามในอ่าว ซึ่งพยายามสื่อสารกับทรัมป์ว่า ไม่สามารถคาดหวังว่าจะมีข้อตกลงใดๆ ได้ หากอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนและพยายามโค่นล้มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธและที่อิหร่านสนับสนุนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันต่ออิสราเอล

การที่ทรัมป์สั่งระงับแผนการโจมตีเบรุต โดยอ้างว่าใกล้บรรลุข้อตกลง (ซึ่งเขาเคยอ้างมาก่อนหลายครั้งแต่ก็ไม่บรรลุผล) แสดงให้เห็นว่า เขายอมรับว่าความรุนแรงในเลบานอนและอ่าวเปอร์เซียนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งทรัมป์เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์และความต้องการยุติสงคราม

แตกต่างจากเนทันยาฮูที่ต้องการทำสงครามต่อไป จนกว่าจะสามารถประกาศได้ว่าระบอบอิสลามในอิหร่านได้ง่อยเปลี้ยลง เห็นได้จากที่เนทันยาฮูยกเลิกแผนโจมตีเบรุต ทว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ก็ยังคงโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนต่อเนื่องอย่างหนัก

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดในเดือนมีนาคม มีคำเตือนอย่างรุนแรงว่าจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก หากยังคงมีการปิดช่องแคบไปจนถึงเดือนมิถุนายน ที่สุดแล้วหากไม่มีความก้าวหน้าทางการทูต ก็ยากที่จะเห็นว่าจะมีการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกในเร็วๆ นี้