หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี : O...

วิเทศวิถี : OECDโอกาสยกระดับประเทศไทย สู่มาตรฐานใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

15.06.26 | 13:35 น.
นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม

OECDโอกาสยกระดับประเทศไทย
สู่มาตรฐานใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนจากหลายภาคส่วนของไทย ซึ่งรวมถึง นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และ นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และคณะผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เดินทางไปรว่มประชุม OECD Ministerial Council Meeting (MCM) หรือ การประชุมคณะมนตรีระดับรัฐมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะที่ไทยกำลังเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD หลังจากที่ไทยได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะเข้าเป็นสมาชิกและได้รับการตอบรับจาก OECD ให้เข้าสู่กระบวนการหารือในปี 2567 ขณะที่ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ก็ได้ประกาศว่ารัฐบาลจะเร่งรัดการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดไว้เดิม 2 ปี

นายสีหศักดิ์ ในฐานะอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ OECD ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้เหตุผลถึงความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยว่า ถ้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การปฏิรูปในด้านต่างๆ การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศ และการสร้างพลวัตใหม่ๆ จากการที่ไทยเข้าไปเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะจะทำให้ไทยต้องขับเคลื่อนสิ่งที่เราต้องมีการปฏิรูป และต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง

อย่างไรก็ดี นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น OECD ไม่ได้มาบังคับไทยทำตามนั้นตามนี้ แต่เขาจะศึกษาประเทศไทยว่าเศรษฐกิจของเรามีจุดอ่อนและช่วงโหว่ตรงไหน จะต้องปรับปรุงตรงไหน และเขาก็เสนอรายการมาว่าเราควรต้องทำอย่างไร จากการที่เขามองสถานการณ์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เราจะสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับไทย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจ และจะทำให้เศรษฐกิจไทยไปสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น

“เราไม่ได้ถูกบังคับแต่ต้องดูว่าอะไรเป็นประโยชน์กับเรา และเราก็มองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD มันเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะจะเป็นการยกเศรษฐกิจไทยไปอีกระดับหนึ่ง ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยจะต้องปรับเปลี่ยน เราต้องไปสู่เศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยี เศรษฐกิจที่มีความโปร่งใส พลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว เราอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยต้องต้องเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ทาง OECD เขาก็ศึกษามาแล้วว่าประเทศต่างๆ จะเจอกับปัญหาอะไร และเขาก็มาศึกษาประเทศไทยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์” นายสีหศักดิ์กล่าว

Advertisement

รองนายกฯ และรมว.กต.บอกด้วยว่า ขณะเดียวกัน OECD ก็ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของไทย เพราะ OECD ที่เกิดขึ้นมาจากเศรษฐกิจของยุโรปที่ต้องการฟื้นฟูยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็กลายเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วของประเทศตะวันตกที่ร่ำรวย แต่โลกเดี๋ยวนี้มันมีกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกก็มาทางเอเชีย แต่ประเทศเอเชียที่อยู่ใน OECD มีแค่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ดังนั้นถ้า OECD อยากจะสามารถพูดแทนเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ของโลกเขาก็ต้องขยายออกมา และ OECD ก็มองว่าหน้าที่ของเขาก็คือช่วยประเทศเหล่านี้ ที่กำลังจะยกระดับเพื่อให้ไปสู่อีกมาตรฐานหนึ่ง ไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มันก็เป็นประโยชน์กับ OECD ด้วยเช่นกันที่เขาจะสามารถรักษาความสำคัญในบทบาทของเขาได้

ปัจจุบันไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จาก 10 ขั้นตอน ของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ การประเมินทางเทคนิคร่วมกับคณะกรรมการ OECD เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรับกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศผู้สมัครให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD โดยอยู่ระหว่างการประเมินของ 25 คณะกรรมการ ซึ่งครอบคลุมนโยบายสำคัญๆ อาทิ การลงทุน การต่อต้านการทุจริต ธรรมาภิบาลภาครัฐ แรงงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในแต่ละประเด็นก็มีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังมีอะไรต่างๆ อีกมากที่เราต้องเร่งปรับและแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายต่างๆ จำนวนมากในปัจจุบันที่ยังคงไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD

หากย้อนไปดูรายงานการศึกษาของ OECD เกี่ยวกับประเทศไทยที่มีการเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน หลังจากไทยได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.7% ซึ่งลดลงจากปี 2568 ที่คาดไว้ 2.0% ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2570 ที่ระดับ 2.1% – 2.6% และยังแจงถึงรายละเอียดของสิ่งที่เป็นปัญหาและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย โดยระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย

วิกฤตผลิตภาพ (Productivity Crisis) ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเนื่องจากผลิตภาพทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยโตเฉลี่ย 3.4% – 3.9% เหลือเพียง 0.5% ในช่วงปี 2564-2567 รายได้ต่อหัวลดทำให้ไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วได้ช้าลง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่มากเท่าที่ควร กฎระเบียบซับซ้อน และยังมีปัญหาทุจริตรวมถึงอุปสรรคทางธุรกิจ ขาดการลงทุนในนวัตกรรม โดย OECD เสนอให้เปิดการแข่งขันมากขึ้น ดึงดูด FDI และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

วิกฤตสังคมผู้สูงวัยและภาระการคลัง (Ageing and Fiscal Pressure Crisis) ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดเล็กพุ่งสูงถึง 170% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งกดทับกำลังซื้อ นอกจากนี้หนี้สาธารณะยังพุ่งใกล้เพดานที่ 70% ของ GDP จึงเสนอให้ปฏิรูประบบภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และเตรียมความพร้อมด้านระบบบำนาญระยะยาว

วิกฤตภูมิอากาศ (Climate Crisis) ไทยติดกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงและเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยแล้ง ที่สร้างความเสี่ยงต่อพื้นที่สำคัญโดยเฉพาะกรุงเทพ และสร้างความเสียหายเฉลี่ย 0.7% ของ GDP ต่อปี OECD เสนอให้ไทยลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ พัฒนาเกษตรกรรมที่ทนต่อสภาพอากาศ และเร่งลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคพลังงานไฟฟ้า

วิกฤตแรงงานนอกระบบ (Informality Crisis) ไทยมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 21.1 ล้านคน หรือ 52.7% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งมักมีรายได้ต่ำและไม่ได้รับสวัสดิการที่เพียงพอ การที่ธุรกิจจำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทำให้ผลิตภาพต่ำ รายได้ภาครัฐหายไป และประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคม OECD เสนอให้ยกระดับทักษะแรงงาน ปฏิรูประบบสวัสดิการ และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการมากขึ้น

หารือกับมาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD

จากวิกฤตต่างๆ เหล่านี้ OECD เห็นว่า ไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการขยายฐานภาษีมากกว่าการขึ้นภาษีทันที โดยเน้นการปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT โดยอัตรา 7% ของไทยยังถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศ ปฏิรูปภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขยายฐานผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ยกระดับคุณภาพการศึกษา และการดึงแรงงานรวมถึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรองรับภาระสังคมสูงวัยและการลงทุนระยะยาวของประเทศ หากไทยสามารถปฏิรูปตามคำแนะนำเหล่านี้ได้ทั้งหมด ในระยะยาวจะช่วยยกระดับ GDP ให้สูงขึ้นได้ถึง 15%

นอกจากรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับไทยข้างต้นแล้ว ในระหว่างการประชุม MCM ดังกล่าวยังมีการเผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจของ OECD ในปี 2569 ที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันและความท้าทายอย่างหนักอันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 2.8% ในปีนี้

หากดูเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน รายงานของ OECD ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายนระบุว่า ในภาพรวมการเติบโตถือว่ามีความเสี่ยง เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบที่ยังมีความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

สำหรับประเทศอาเซียน 5 ประเทศที่ OECD ได้มีการคาดการณ์ GDP ในปีนี้ไว้ เวียดนามเติบโตสูงสุดที่ 6.5% อินโดนีเซีย 4.7% ฟิลิปปินส์ 3.2% มาเลเซียมากกว่า 3% และไทย 1.7% โดยไทยและฟิลิปปินส์ถือว่ามีความเปราะบางสูงต่อการที่ราคาอาหารและปุ๋ยพุ่งขึ้นมากที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยจำนวนมาก สำหรับโอกาสที่มาจากอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีนั้น การลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในมาเลเซียและเวียดนาม แต่ไทยและฟิลิปปินส์ยังได้รับประโยชน์จากภาคส่วนดังกล่าวน้อย อย่างไรก็ดี รายงานของ OECD จัดทำขึ้นก่อนที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเผชิญปัญหาหนักจากวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนในขณะนี้

นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม

OECD คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวและขยายตัว 2.1% ในปี 2570 เมื่อผลกระทบจากความขัดแย้งลดลงและการใช้จ่ายครัวเรือนฟื้นตัว หลังวิกฤตผ่านพ้นไป รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการปรับฐานะการคลังให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้ภาระหนี้สาธารณะลดลงอย่างยั่งยืน ควรเร่งดำเนินการนโยบายที่ลดการพึ่งพาน้ำมันพร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เร่งการใช้พลังงานหมุนเวียน สำหรับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยซึ่งชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง สามารถเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นได้โดยการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น

ข้อมูลของ OECD เป็นกระจกสะท้อนให้ไทยเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเร่งยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ แม้การปฏิรูปจะไม่ใช่เรื่องง่ายและย่อมมีต้นทุน แต่การไม่เปลี่ยนแปลงอาจมีผลกระทบที่สูงกว่า

เพราะไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญที่การปรับตัวไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” แต่อาจเป็น “เงื่อนไขเดียว” ที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต