โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ‘ดีลอิหร่าน’ ต้นทุนมหาศาล ผลลัพธ์ศูนย์
สงครามอิหร่านซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่สหรัฐและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามได้สำเร็จ ซึ่งจะมีผลบังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศหลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้การรับรอง ทว่า เมื่อประเมินรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ (MoU) ทั้ง 14 ข้อ ความขัดแย้งที่สหรัฐเป็นผู้จุดชนวนขึ้นนั้น ได้ทิ้งต้นทุนมหาศาลไว้กับผู้เริ่มต้นเสียเอง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเปิดฉากสงครามด้วยเป้าหมายที่จะทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์และโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านให้สิ้นซาก พร้อมทั้งตัดสายท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอย่างฮิซบอลเลาะห์และฮามาสให้ขาดสะบั่น โดยพกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมหลังจากที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลนิโกลัส มาดูโรแห่งเวเนซุเอลาได้สำเร็จในชั่วพริบตา
อย่างไรก็ดี สหรัฐประเมินขีดความสามารถของอิหร่านต่ำเกินไปมาก การเด็ดหัวอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี รวมถึงผู้ทรงอิทธิพลอื่นๆ ในเตหะราน ไม่สามารถทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลายลง ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า สงครามอิหร่านได้พลาญงบประมาณไปแล้ว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการประมาณการเมื่อเดือนเมษายน
ขณะเดียวกัน สหรัฐยังมองข้ามไผ่ใบเด็ดของอิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางสำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก แม้สหรัฐจะมีแสนยานุภาพทางการทหารที่เหนือกว่า แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้
เนื้อหาในข้อตกลงแสดงให้เห็นว่าสหรัฐยอมลดท่าทีลงอย่างมากเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานกลับคืนสู่ภาวะปกติ ทันทีที่มีการลงนาม สหรัฐจะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล พร้อมทั้งยุติการขัดขวางและลดอุปสรรคต่างๆ ต่ออิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่านภายใน 30 วัน หลังจากบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายอีกด้วย
ด้านอิหร่านจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านระหว่างอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน ทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งจะมีการหารือกับโอมาน รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง พร้อมกับงดเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ เป็นเวลา 60 วัน รวมถึงเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยการเดินเรือจะกลับมาเป็นปกติภายใน 30 วัน
จากสงครามที่เกิดขึ้น อิหร่านต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ทรุดหนักลงไม่แพ้กัน การโจมตีต่ออุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงต้นของความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการปิดกิจการของภาคธุรกิจและนำไปสู่การว่างงานในวงกว้าง
ตามข้อมูลจากธนาคารกลางของอิหร่าน อัตราเงินเฟ้อรายปีของประเทศพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 77.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน ถึง 20 พฤษภาคม นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อแบบจุดต่อจุดของสินค้ายังพุ่งสูงถึง 113% นับเป็นอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่ปี 1942 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยวิกฤตนี้ยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหาในประเทศที่มีอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นเพียงหนึ่งเดือน เกิดเหตุประท้วงที่แกรนด์บาซาร์ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิจอย่างน้อย 36 คน และมีผู้ถูกควบคุมตัวมากกว่า 2,000 ราย และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ข้อตกลงระบุว่า สหรัฐจะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกรูปแบบต่ออิหร่าน รวมถึงมติของ UNSC มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐ ทั้งที่เป็นมาตรการคว่ำบาตรทั่วไป (primary sanction) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรรอง (secondary sanction)
อีกทั้ง สหรัฐจะดำเนินการปลดล็อกเงินทุนและทรัพย์สินของอิหร่านที่ได้อายัดไว้ และทางกระทรวงการคลังจะออกหนังสือยกเว้นเพื่อให้อิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้อีกครั้ง พร้อมผ่อนคลายข้อจำกัดต่อบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ การทำธุรกรรมทางธนาคาร การประกันภัยและการขนส่ง
สหรัฐและประเทศพันธมิตรในภูมิภาคยังจะจัดตั้งกองทุนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนโดยภาคเอกชน เพื่อฟื้นฟูการพัฒนาและเศรษฐกิจของอิหร่าน แม้ว่ากองทุนนี้จะไม่ได้เป็นโครงการฟื้นฟูประเทศหรือชดเชยความเสียหายและปราศจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่เม็ดเงินดังกล่าวก็สามารถเข้ามาชุบชีวิตเศรษฐกิจที่บอบซ้ำอย่างหนักได้
ภายใต้เงื่อนไขนี้ พันธมิตรของสหรัฐจะเข้ามามีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การค้ำประกันเงินกู้ การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการสนับสนุนเงินทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม เช่น โรงงานเหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน ท่าอากาศยานและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ
กรณีนี้อาจทำให้รัฐอ่าวตั้งคำถามต่อความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ถูกลากเข้าสู่สงครามและต้องรับผลกระทบจากการโจมตี แต่ยังต้องมาร่วมแบกรับปัญหาและจัดการผลพวงของสงครามที่สหรัฐเป็นผู้ก่ออีกด้วย
ประเด็นนิวเคลียร์คือแกนหลักของความเป็นปรปักษ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน กระนั้นก็ดี ข้อตกลงที่เกิดขึ้นไม่ได้บังคับให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ เพียงแค่ระบุให้ทั้งสองฝ่ายรักษาสถานการณ์ทางการเมืองให้อยู่ในระดับเดิมไม่ให้เกิดการปะทะ เพื่อการเจรจาต่อไปเท่านั้น ทั้งยังไม่มีการเอ่ยถึงการจำกัดทบาทของอิหร่านในการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคภูมิภาคแต่ประการใด
การบรรลุข้อตกลง 14 ข้อระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังมีความเปราะบางอย่างยิ่ง ล่าสุด รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้เลื่อนกำหนดการเดินทางเข้าร่วมเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าสื่อต่างประเทศจะรายงานว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษกิจการตะวันออกกลางอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อหารือในรอบแรกแล้วก็ตาม อิสราเอล มหามิตรของสหรัฐที่เป็นปัจจัยสำคัญของนโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาค เคยประกาศไว้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนที่เพิ่งบรรลุไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ก็พร้อมจะฉีกขาดได้ทุกเมื่อ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กระนั้นก็ดี ต่อให้สหรัฐและอิหร่านสามารถลงนามกันได้สำเร็จ การลดอุณหภูมิความตึงเครียดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไปไกลกว่าการสู้รบทางทหาร แต่รากลึกไปถึงการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ความเชื่อและศักดิ์ศรีของตน



