หน้าแรก ต่างประเทศ เทศกาลไทยกรุง...

เทศกาลไทยกรุงโซลคึกคัก กต. เดินหน้าดันซอฟต์พาวเวอร์-SMEs

21.06.26 | 15:56 น.

เทศกาลไทยกรุงโซลคึกคัก กต. เดินหน้าดันซอฟต์พาวเวอร์-SMEs

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี นายธีรกุล นิยม ผู้แทนพิเศษรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ให้สัมภาษณ์ภาพรวมการจัดงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” หรือ เทศกาลไทย ณ กรุงโซล ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” หรือ “ชีวิตและพลังสร้างสรรค์” ระหว่างวันที่ 20-21 มิ.ย. 2569

นายธีรกุล กล่าวว่า ประเทศไทยมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งเกี่ยวกับ Soft Power ตนขอเรียกว่าเป็นพลังหรืออำนาจละมุน ซึ่งต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่ให้ความเป็นไทย ไม่ว่าจะส่งผ่านมายังอาหาร ศิลปะการแสดง รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งสถานทูตของไทยทั่วโลก โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่น การจัดงานเลี้ยงอาหารไทย ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในระดับโลก ทั้งได้ทานอาหารที่อร่อย และได้ชมเครื่องเบญจรงค์ที่สวยงาม แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นชาติที่มีอารยธรรมมาอย่างยาวนาน และการที่อาหารไทยได้รับความนิยม เนื่องจากมีครบรส กลมกล่อม ซึ่งสะท้อนวิถีไทยความไม่แข็งกร้าวแต่ไม่อ่อนจนเกินไป

และการที่ต่างชาตินิยมมาเที่ยวไทย สำคัญคือ คนไทย ที่มีวิถีไทยมีความโอบอ้อมอารี ซึ่งเป็นหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตทุกแห่ง ที่ทำให้ประชาคมโลกได้รู้จักคนไทยในแง่ดีนี้ ซึ่งหากได้รับการยอมรับว่าเป็นคนมีอารยะก็จะได้รับความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนที่ดี และเครื่องมือที่สำคัญ คือ Thai Festival หรือเทศกาลไทย ซึ่งเมื่อจัดงานเมื่อไหร่จะได้ได้รับความสนใจ และกลายเป็นปฏิทินประจำเมือง เช่น กรุงโซล ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์ก และกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จึงถือว่าเป็นเครื่องมือใหญ่ ทำให้การพัฒนาบ้านเราสูงขึ้น จากการจัดแบบดั้งเดิมมีการทำเป็นแบบกิจกรรม ผสานนวัตกรรมใหม่ๆ และยังมี อาหารเพื่อสุขภาพ (Well-being Food) ซึ่งมีการต่อยอดจากสิ่งที่มีอย่างเข้มแข็งมาสู่มาตรฐานสากล ทั้งนี้จะมีการปูพรหมงานเทศกาลไทย ซึ่งในปี 2569 จัดขึ้น 36 แห่ง ใน 40 กว่าประเทศ นอกจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมเฉพาะเรื่อง ร่วมกับพาร์ทเนอร์ชิพ เช่น จัดงานไทยอิเวนต์ กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงของโลก และยังมีการสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับศิลปะ หรือประวัติศาสตร์ไทย เกิดการกระจายไปทุกองค์กร

Advertisement

“สิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรม คือ การเชื่อมโยงจิตวิญญาณของคน โลกเราที่วุ่นวายเนื่องจากไม่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งหากมีความเชื่อมโยงทางจิตใจ ความใกล้ชิด ก็จะมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน ถือเป็นพื้นฐานที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คือเป็นงาน Soft Power ของกระทรวงการต่างประเทศ”

นอกจากนี้สำหรับงานเทศกาลไทย ที่สถานทูตไทยทั่วโลกให้ความสำคัญ และได้จัดงานขึ้นตามเมืองสำคัญของโลก นอกจากเป็นการส่งเสริมให้คนท้องถิ่นได้รู้จักประเทศไทยในด้านต่างๆ ที่สำคัญที่สุดของเทศกาลไทย คือให้ชุมชนไทยได้รู้สึกมีตัวตนในสังคมนั้นๆ เพราะการที่คนไทยได้ตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ ได้ออกบูทขายอาหารหรือสมาคมนาฏศิลป์ และอื่นๆ ได้มาแสดงฝีมือและความงดงามของไทย รวมถึงสมาคมมวยไทยและสมาคมนวดไทยต่างได้มารวมตัว ช่วยกันให้คนท้องถิ่นได้รู้จักประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าการอยู่ต่างประเทศมีค่า ได้ทำอะไรให้สังคมไทย ดังนั้นหน้าที่ของสถานทูตคือต้องให้ความเข้มแข็งกับคนกลุ่มนี้ ทั้งการสนับสนุนให้จัดตั้งสมาคม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการทำ เช่น ชมรมดนตรีไทย สนับสนุนด้านดนตรี ในการฝึกซ้อมและนำไปแสดงในสถานที่ต่างๆ อาจจะนำครูที่มีทักษะสูงจากประเทศไทยมาอบรม หรือในส่วนของชมรมร้านอาหาร อาจจะประสานกับกระทรวงสาธารณสุข อบรมสุขภาพอนามัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิด ระหว่างสถานทูตและชุมชนไทย กลายเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญในการผลักดันเชื่อมต่อระหว่างสถานทูตและทีมประเทศไทย ซึ่งไม่ควรจำกัดอยู่ที่ภาครัฐบาล ภาคเอกชน อย่างเดียว ซึ่งจะเป็นการร่วมมือแบบไตรภาคี จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สายตาโลก

ด้านนายธานี กล่าวว่า กิจกรรม Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งงานจะมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันทุกปี ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจากสถานทูตไทยและทีมประเทศไทยได้ทำอย่างต่อเนื่องต่อ ซึ่งในช่วง 3 ปีให้หลังนี้ พบตัวเลขผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมงานหลักแสนคน และในปี 2569 มีความคาดหวังว่าตัวเลขผู้เข้าร่วมงานสูงขึ้น ซึ่งงานนี้ได้ว่าเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของทีมประเทศไทยในเกาหลี

ทั้งนี้สิ่งที่เราอยากนำเสนอ นอกจากวัฒนธรรมที่มีมาดั้งเดิม เช่น อาหารไทย ซึ่งพยายามเสนอในสิ่งที่คนเกาหลียังไม่รู้จัก เช่น โรตีชาชัก และอีกส่วนที่อยากนำเสนอคือ เรื่องของนวัตกรรม ไทยไม่ได้มีแค่จารีต การแสดง แต่ยังมีด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คนไทยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นของตัวเอง ซึ่งการที่งานแบบนี้สามารถต่อยอดนัดพบนักธุรกิจของเกาหลี และสถานทูตไทยมีส่วนในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทในเกาหลีมีความก้าวหน้า สถานทูตไทยได้มีการเปิดศูนย์ Seoul–Thailand Startup and Innovation Space (STSIS) ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ สตาร์ทอัพ ขยายการทำธุรกิจในเกาหลี

ด้าน สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวว่า มีการนำนวัตกรรม ทั้งผู้ประกอบการ SME / สตาร์ทอัพ/ กิจการเพื่อสังคม ในเมืองไทย ซึ่งมีทั้งเรื่องอาหาร สุขภาพ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ มากมาย เช่นไอครีม ที่มาจากวัสดุสิ่ง เมื่อรับประทานจะเหมือนกินผลไม้แช่เย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นมาได้มาก จึงอยากนำสินค้านวัตกรรมออกสู่ตลาดเกาหลี ทั้งนี้ไทยเรามีโลคอลโปรดักส์ หรือสินค้าท้องถิ่น ซึ่งการทำสินค้าท้องถิ่นไปสู่ระดับสากลนั้น นวัตกรรมจะมีมีส่วนสำคัญเพื่อทำให้สินค้าของคนไทยออกสู่ตลาดสากล

ขณะที่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA กล่าวว่า เรามีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมผู้ประกอบการในธุรกิจสร้างสรรค์ ซึ่งพยายามผลักดันให้เกิดการแข่งขัน มีการเติบโตและขยายตลาดในต่างประเทศ สำหรับเทศกาลไทย เป็นอีกช่องทางที่จะให้ผู้ประกอบการ SMEsในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ออกมานำเสนอสินค้า ไม่ว่าจะเป็น สินค้าออกแบบ สินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์สูตรตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่คาดว่าจะเข้ากับผู้บริโภคหรือผู้ซื้อที่เกาหลีจำนวนทั้งสิ้น 10 ราย ซึ่งการร่วมจัดงานเทศกาลไทย จะช่วยสนับสนุนทั้งการสร้างภาพลักษณ์วัฒนธรรมของไทยออกสู่ต่างประเทศรวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย ได้ขยายตลาดของตัวเอง ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ทั้งต่อประเทศไทย และตัวผู้ประกอบการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานเทศกาลไทยในวันนี้ถือเป็นวันสุดท้าย พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวเกาหลี ทยอยเดินทางมาร่วมงานกันเพื่อซื้อสินค้าไทย อาหารไทย รับชมคอนเสิร์ต T-POP และร่วมกิจกรรมภายในงานอย่างคับคั่ง